[TRANS] Marie Claire -the July issue- “HE’S BACK, KIM JUNSU”

[แปล] บทสัมภาษณ์นิตยสาร Marie Claire ฉบับเดือนกรกฎาคม – “คิมจุนซู กลับมาแล้ว”

เสียงดนตรีที่เปิดคลออยู่เบื้องหลังการสัมภาษณ์ในวันนั้นเริ่มต้นด้วย Mikka ตามด้วย Bruno Mars, Taio Cruz, Foo Fighters, Calvin Harris, Adele, Jason Mraz, the Wanted และ Kelly Chen ได้รับการเลือกสรรโดยผู้ที่มาถ่ายแบบให้กับเราในวันนี้ เราได้ยินเสียงแหบอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาซึ่งจำได้ทันทีที่ได้ยินแม้อยู่ห่างออกไปเป็นไมล์ระหว่างที่เปิดเพลงคลอไปด้วย ชายที่ฮัมเพลงอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นตอนพักดื่มน้ำหรือระหว่างที่เล่นสนุกกันตลอดระยะเวลาที่ทำการถ่ายภาพที่กินเวลาเกินครี่งวัน คิมจุนซู แห่ง JYJ ผู้ที่กำลังจะกลับมาพร้อมกับอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สองของเขาคือปกนิตยสาร Marie Claire ฉบับนี้

เขามีงานยุ่งมากในช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีที่ผ่านมา อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของคิมจุนซูนั้นแสดงถึงตัวตนของเขาที่แตกต่างไปจากจุนซูแห่ง JYJ และติดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของชาร์ตดนตรีมากมายรวมไปถึงบิลบอร์ดชาร์ตและ iTunes ของญี่ปุ่น เขาเริ่มทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกโดยเริ่มต้นที่ โซล และเปิดการแสดงในสถานที่ต่าง ๆ เช่น อินโดนีเซีย ไทย  จีน ฮ่องกง นิวยอร์ค ยุโรป ชิลี บราซิล และเมกซิโก นอกจากนั้นแล้วเขายังได้ทุ่มเทพลังของเขาในงานมิวสิคัลอีกด้วย หลังจากได้พิสูจน์พลังของเขาทั้งในด้านยอดขายและความสามารถผ่านมิวสิคัลดังหลายเรื่อง คิมจุนซูกลายเป็นดาราที่รับประกันความนิยมของยอดขายบัตรในวงการมิวสิคัลไปแล้ว การเดบิวท์ของจุนซูกับงานมิวสิคัลนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ขยายมิวสิคัลของเกาหลีไปยังตลาดต่างประเทศอย่างน่าประทับใจ ดูราวกับว่าในเรื่องราวเหล่านี้ไม่มีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปเลย เขาเป็นดารามาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มเดบิวท์และยังคงเป็นดาราผู้ยิ่งใหญ่อยู่ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันเขาคือชายหนุ่มแสนมหัศจรรย์ผู้เลือกเส้นทางของตนเองและรับผิดชอบต่อสิ่งที่เลือกเอง เรากำลังจับตามองเส้นทางที่ผู้ชายคนนี้เลือกเดิน รวมไปถึง “เหตุการณ์” หรือ “ปรากฏการณ์” ที่เขาจะสร้างขึ้นในปีนี้ อย่างแรกที่สุด เราทราบว่าหลายท่านกำลังอยากทราบข่าวคราวเกี่ยวกับอัลบั้มเดี่ยวที่กำลังจะออกมา แต่เราจะได้รับคำตอบนั้นอย่างแน่นอนในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ดังนั้นในตอนนี้คุณจะได้รับคำใบ้บางอย่างจากบทสัมภาษณ์นี้

Q: คุณกำลังจะกลับมามีผลงานอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง

A: ตอนที่ผมออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก <Tarantallegra> เมื่อปีที่แล้ว ผมอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างมาก เพราะนั่นเป็นครั้งแรกสำหรับตัวผมเองด้วย [ที่ทำงานเพลงในฐานะนักร้องเดี่ยว] แล้วยังเป็นอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในกลุ่มสมาชิกวง JYJ ด้วย ดังนั้นผมจึงต้องการที่จะเริ่มต้นอย่างเหมาะสมเพื่อสมาชิกคนอื่นด้วย การออกอัลบั้มและมีเวิร์ลดทัวร์ช่วยให้ผมมีความคิดในเชิงบวกและมอบพลังที่ไม่สิ้นสุดให้กับผม ผมยังได้รับความมั่นใจจากงานนี้อีกด้วย สิ่งที่ผมต้องการเมื่อผมออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกคือความกล้าหาญ แต่ในขณะนี้ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า – ความต้องการที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าอัลบั้มแรก สิ่งที่ผมสามารถบอกได้อย่างมั่นใจในจุดนี้ก็คืออัลบั้มชุดที่สองจะแตกต่างจากชุดแรกอย่างสิ้นเชิง – และแน่นอนครับว่าแตกต่างจากซิงเกิล <Uncommitted> ด้วยเช่นกัน

Q: ช่วยบอกใบ้เกี่ยวกับอัลบั้มของคุณสักนิดได้ไหม

A: ผมเสียใจจังที่ตัวผมเองยังไม่สามารถพูดคุยในรายละเอียดได้ในตอนนี้ แต่โดยรวมคือผมรวบรวมเพลงจากหลากหลายแนวเช่นเดียวกับที่ผมเคยทำมา แต่ในอัลบั้มนี้จะมีความเป็น R&B หรือความเป็นฮิพฮอปมากกว่าอัลบั้มแรก แล้วผมก็ตั้งใจว่าจะใส่แนวสวิงหรือให้มีกลิ่นอายของแจ๊สลงไปด้วย ผมได้รับข้อเสนอแนะจากหลายคนเกี่ยวกับเพลงหลักของอัลบั้มจากนั้นจึงมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ผมได้รับเพลงนี้มาสักระยะหนึ่งแล้วและหลงรักเพลงนี้เอามาก ๆ เลยครับ เมื่อถึงเวลาที่ผมเริ่มต้นทำอัลบั้มนี้ ผมรู้สึกเหมือนเพลงนี้ดังขึ้นมาในหัวทันที หลังจากที่ผมได้ฟังเพลงนี้ผมก็ตัดสินใจเลย ผมชอบเพลงนี้ตั้งแต่ตอนที่ได้รับมาครั้งแรก แต่ตอนนี้ยิ่งผมชอบมากขึ้นกว่าวันนั้นซะอีก เป็นเพลงที่เหมาะกับหน้าร้อนมาก ๆ ครับ อัลบั้มนี้จะให้อารมณ์ของงานปาร์ตี้ในวันหนึ่งกลางฤดูร้อน บรรยากาศที่มืดมนจะน้อยกว่าในอัลบั้มแรก แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดของอัลบั้มจะมีบรรยากาศสดใสร่าเริงไปซะหมดนะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือการหาความสมดุลระหว่างสองสิ่ง [T/N: ความมืดมน และความสดใส]

Q: เมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มแรกซึ่งคุณใช้เวลาเตรียมงานค่อนข้างนาน แต่กับอัลบั้มที่สองนี้มีความคีบหน้าเร็วมาก คุณมีช่วงหยุดพักเพื่อปรับระบบตัวเองอย่างไร

A: โชคดีที่ผมมีโหมด “เปิด” และ “ปิด” ที่แตกต่าง [จากของคนอื่น] ตัวผมในขณะทำงาน กับตัวผมในขณะพักผ่อนจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ [T/N: จุนซูพูดประมาณว่า เขามีขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต] ผมได้พักยาวสามเดือน ระหว่างที่พักนั้นผมก็แต่งเพลงแล้วก็ไปเที่ยวมัลดีฟส์กับกลุ่มชายล้วนสี่คน

Q: งั้นผมไม่อิจฉาคุณมากนักหรอก (หัวเราะ)

A: แต่มันเยี่ยมมากเลยนะครับถึงจะมีกันแค่พวกเราผู้ชายก็เถอะ ผมแทบจะใช้ชีวิตอยู่ในน้ำตลอดเลย ทะเลสีสวยจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นของจริง ผมชอบเที่ยวธรรมชาติมากกว่าเที่ยวเมือง ผมชอบทิวทัศน์ที่มีทะเล พระอาทิตย์ตก แล้วก็ต้นมะพร้าว [T/N: จากผู้แปลไทย ต้นฉบับคือต้นปาล์มแต่ในบรรยากาศทะเลแบบนี้ ขอเปลี่ยนเป็นต้นมะพร้าวแทนนะคะ]

Q: ดูเหมือนอัลบั้มชุดที่สองของคิมจุนซูจะเหมาะกับการฟังระหว่างพักผ่อนมากกว่าในเมืองสินะครับ

A: ใช่เลยครับ เป็นเพลงที่เหมาะที่สุดสำหรับ [การพักผ่อนที่] ชายหาดพร้อมกับจิบคอกเทลไปด้วย

Q: แฟน ๆ จากประเทศในเขตร้อนคงจะต้องชอบกันมากเลย

A: เพราะเป็นเพลงที่น่าหลงใหลครับ

Q: คุณเลือกเพลงที่ใช้เปิดในการถ่ายแบบวันนี้เอง เรื่องที่คุณพูดถึงก่อนหน้านี้ ตอนที่ถึงเพลง ‘Lover’s Concerto’ ของจินฮเยริม (Kelly Chen) น่ะครับ น่าสนใจมากเลย

A: คือเป็นเพลงที่คุณต้องฟังตอนที่คุณอยู่ในรถตอนที่ฝนตก ในวันที่ฝนตกตอนที่คุณรู้สึกดีมาก ๆ น่ะครับ ไม่ใช่แค่ในรถยนต์นะครับ แต่ต้องเป็นในรถแท็กซี่ด้วย มีคนขับแท็กซี่ชาวต่างชาตินั่งอยู่ที่เบาะหน้า (หัวเราะ) เมื่อฝนตกลงมาและคุณมองเห็นแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาระหว่างอาคารในย่านตัวเมือง แล้วเพลงนี้ก็ดังขึ้น เมื่อไหร่ที่ผมฟังเพลงนี้ ผมจะนึกถึงยุโรป ผมจะเริ่มนึกภาพทีละฉาก ผมอยู่บนถนนแปดเลนหน้าประตูชัยที่ปารีส แล้วรถก็ติดมากจนขยับไม่ได้ ด้านหนึ่งของถนนกลายเป็นสีแดงไปหมดเพราะแสงจากไฟท้ายของรถสะท้อนกับกันชนหลังไปมา ผมนั่งมองภาพนี้จากด้านหลัง แล้วก็ด้านนอกกลายเป็นเวลาพลบค่ำ มันทำให้รู้สึกดีแต่ก็เศร้าไปในขณะเดียวกัน และก็กลายเป็นอารมณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย [T/N: จากผู้แปลไทย จินตนาการล้ำไปสามโลกค่ะจุนซู กลับมาเถอะ]

Q: เป็นตัวของตัวเองมากเลยนะครับ (หัวเราะ) วิธีการเข้าถึงเพลงของคุณน่าสนใจมาก เมื่อคุณตีความเพลงของคุณเอง คุณวาดภาพด้วยวิธีการเดียวกันนี้ด้วยไหม [T/N: จากผู้แปลไทย ผู้สัมภาษณ์ใช้คำว่า specific ซึ่งในความหมายคงหมายถึงความคิดเรื่องนี้ของจุนซูไม่เหมือนใครเลย จึงแปลตามความเข้าใจของตัวเองนะคะ]

A: ตอนที่ผมฟังเพลง “Uncommitted” ครั้งแรก เป็นความรู้สึกถึงลมที่พัดมา “Tarantallegra” ให้ความรู้สึกถึงไฟ ผมจะนึกถึงภาพแบบแฟนตาซีน่ะครับ

Q: คุณคิดว่าอะไรคือจุดแข็งของนักร้องที่ชื่อคิมจุนซู

A: ถ้าพูดถึงศักยภาพในด้านดนตรีมี  pitch (ระดับเสียง) timbre (น้ำเสียง) เทคนิค การเต้น ทักษะในการจับจังหวะ และอื่น ๆ ถ้าจากสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าจุดแข็งของผมคือ ทักษะในการจับจังหวะครับ จริง ๆ ถ้าผมพูดแบบนี้มันก็ดูเหมือนผมกำลังพูดจาโอ้อวดอยู่นะครับ แต่ผมคิดว่าเซนส์เรื่องจังหวะผมค่อนข้างดีนะ (หัวเราะ) ในหนึ่งจังหวะจะมีทั้งการผลักและการดึง  (push-pull) โดยไม่จำเป็นต้องตั้งใจมากนักผมก็สามารถจับจังหวะนั้นได้โดยธรรมชาติน่ะครับ เมื่อผมได้ทำดนตรีที่สามารถดึงทักษะเรื่องจังหวะของผมออกมาได้ มันจะสนุกและง่ายมากเลย อย่างเมื่อวานนี้ระหว่างที่กำลังซ้อมอยู่ ผมค้นพบจังหวะที่ร่างกายผมไม่คุ้นเคย จนกระทั่งผมยังพูดออกมาเลยว่า “จังหวะนี้แปลกมากเลย” มันสนุกมากครับ มันคือ “จังหวะที่ผมเพิ่งเจอเป็นครั้งแรก”

Q: เมื่อคุณใช้ชีวิตต่อไปเรื่อย ๆ คุณจะอายุมากขึ้น อารมณ์อ่อนไหวหรือความรู้สึกสะเทือนใจจะจากไปอย่างง่ายดายกว่าที่คุณคิด ดูเหมือนว่าเหล่าศิลปินจะมักจะต้องการบางอย่างเพื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของพวกเขา อะไรคือสิ่งที่ช่วยให้คุณมีความรู้สึกที่ว่านั้นให้ตื่นตัวอยู่เสมอและคงอยู่ตลอดไป

A: นั่นก็จริงครับ ถ้าคุณอายุมากขึ้นคุณก็จะยอมรับความเป็นจริงมากขึ้น ด้วยสิ่งนั้นคุณอาจสูญเสียจินตนาการหรือความต้องการที่จะท้าทายของคุณไป นั่นคือจุดจบของศิลปิน แต่เหมือนเรื่องตลกเลยที่ประสบการณ์ที่ผมได้รับในขณะที่เติบโตขึ้นกลับช่วยปกป้องความรู้สึกอ่อนไหวของผมในตอนนี้ เมื่อกล่าวถึงดนตรี สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องราวของผมเอง การร้องและการแสดงก็เช่นกัน คุณจะต้องเข้าให้ถึงและทำมันออกมา ถ้าเพลงและเนื้อร้องเกี่ยวกับการไปเดทกับใครสักคน ผมคิดว่าคุณก็ต้องร้องด้วยความตั้งใจที่จะดึงดูดใจเธอคนนั้นจริง ๆ

Q: มิวสิคัลมีความหมายอย่างไรต่อคิมจุนซู

A: ความหมายของ “Mozart!” คือการเริ่มต้นในงานที่ทำให้ผมสามารถยืนอยู่บนเวทีได้อีกครั้ง ในช่วงเวลาที่ยากลำบากในปี 2009 สำหรับตัวผมเองนั้นรู้สึกเจ็บปวดมาก ยิ่งกว่าการหวาดกลัวเวที ผมรู้สึกหวาดกลัวโลกใบนี้ ผมรู้สึกสับสนและเศร้าใจ แต่จากการทำงานนี้ทำให้ผมตระหนักว่าที่ที่ผมควรจะยืนขึ้นอีกครั้งคือบนเวที นักแสดงมิวสิคัลทุกท่านเหมือนพวกเขาพูดออกมาจากใจของผม และการได้แสดงด้านที่มืดมนของโมสาร์ท นักดนตรีอัจฉริยะผู้จับหัวใจคนทั้งโลกนั้นเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผมในฐานะนักแสดง

Q: เราอยากทราบเกี่ยวกับการกระบวนการตีความออกมาในรูปแบบของวัยหนุ่มและมีเสน่ห์สำหรับบท “ความตาย” จากเรื่อง “Elisabeth”

A: เอาตามจริงเลยนะครับ หลังจากที่ได้แสดงเรื่อง “Mozart!” ผมก็ตกหลุมรักมิวสิคอลเข้าแล้ว แล้วก็ได้ติดตามชมการแสดงมิวสิคัลทั้งหมดไปทั่วเลยครับ ระหว่างที่ทำแบบนั้นความคิดของผมก็เปิดกว้างขึ้น เพื่อทำการแสดงมิวสิคัล นักแสดงทุกคนจะต้องกลายเป็นตัวละครนั้นและทุ่มเทพลังไปยังการแสดงบทบาทนั้นออกมา วิธีการที่ผมเลือกคือการทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมในขณะเดียวกันก็พยายามหาคำตอบไปด้วย ผมเฝ้ามองอย่างตั้งใจว่านักแสดงท่านอื่นแสดงบทบาทตัวละครของพวกเขาออกมาอย่างไร เมื่อเข้าใจตัวละครอื่นทั้งหมดในเรื่องแล้ว ผมก็จะสร้างตัวละครของผมเองขึ้นมา มิวสิคัลเป็นงานที่น่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่งและทำงานด้วยความสนุกครับ เดือนสิงหาคมนี้ผมจะแสดงเรื่อง “Elisabeth” อีกครั้ง พูดตามตรงนะครับ ตั้งแต่ผมได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแล้วผมก็ยิ่งรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่และกังวลเป็นอย่างมากและไปดูมิวสิคัลทุกเรื่องเลยครับ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ค่อยมีบทที่เหมาะกับนักแสดงในวัยยี่สิบกว่า ๆ มากนัก ดังนั้นผมเลยอยากให้อายุผมถึงเลขสามเร็ว ๆ  ผมคิดว่าถ้าหากผมแสดงมิวสิคัลเรื่องนี้อีกครั้ง ผมจะต้องทำให้บทบาทตัวละครนั้นเหนือกว่าครั้งแรกที่แสดงไป และถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่ซ้อนทับกันกับงานอัลบั้มเดี่ยวของผมก็ตาม ผมมีความมั่นใจที่จะท้าทายกับบทของ “ความตาย” ในเรื่อง  “Elisabeth” อีกครั้ง

Q: สิบปีที่ผ่านมามีช่วงเวลาที่ทั้งดีและไม่ดีเกิดขึ้นมากมาย มีทั้งเรื่องที่เรารู้และยังไม่รู้ด้วยเช่นกัน คุณคิดว่าประสบการณ์ทั้งหมดนั้นเต็มไปด้วยความหมายไหม

A: ผมเพิ่งอายุ 28 ปีแต่มักจะคิดว่าประสบการณ์เลวร้ายทั้งหมดของผมเกิดขึ้นในช่วงที่ผมอายุยี่สิบต้น ๆ ไปหมดแล้ว (หัวเราะ) แต่ไม่ได้หมายความว่าประสบการณ์เหล่านั้นไร้ความหมายนะครับ ผมกลับมาคิดว่าถ้าหากผมพบเจอแต่สิ่งที่ดีเท่านั้น ผมก็จะไม่พร้อมในการใช้ชีวิต มีหลายสิ่งเกิดขึ้นและผมก็ได้เรียนรู้อย่างมาก เหลืออีกแค่สองปีก่อนที่ผมจะอายุ 30 แต่สำหรับผมแล้วไม่ว่าผมจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม แต่ช่วงอายุยี่สิบของผมนั้นเป็นสิบปีแห่งการเรียนรู้ ผมคิดว่าสิบปีที่ผ่านมานั้นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของชีวิตในช่วงวัยสามสิบ สี่สิบและช่วงเวลาต่อไปทั้งหมดในชีวิตของผมครับ

Q: คุณดูจะกลายเป็นคนที่เข้มแข็งมากในช่วงสิบปีนี้

A: แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะว่าผมเด็กที่สุดในกลุ่มหรือเปล่านะครับ แฟน ๆ ยังคงรู้จักผมในแบบที่ให้อารมณ์น่ารัก ๆ อยู่ (หัวเราะ) [T/N: จุนซูพูดว่า แฟน ๆ ปฏิบัติต่อเขาแบบ “Woohuchu” ซึ่งหมายความว่า แฟน ๆ รักเขาเหมือนเขาเป็นลูกหลานของพวกเธอ] มันก็คล้ายกับคุณจำเป็นจะต้องมีความยืดหยุ่นกับ “การเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง” ถ้าหากคุณเอาแต่ทำตามคำพูดของคนรอบตัว คุณจะสูญเสียความชัดเจนในตัวเอง ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าหากคุณเอาแต่คิดว่า “สิ่งที่ฉันคิดเท่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด” ก็จะไม่มีการเติบโต สิ่งที่ผมอยากพูดก็คือการค่อย ๆ เติบโตขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นตัวเองโดยพร้อมที่จะปรับตัวไปด้วยเช่นกัน ผมฟังเพลง “Bounce” ของคุณ Cho Youngpil แล้วรู้สึกประหลาดใจมากจริง ๆ และผมก็คิดถึงมันอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ใช้ชีวิตอย่างซื่อตรงต่อตนเองและเติบโตขึ้นมานั้น ผมต้องการเป็นนักร้องที่ทำดนตรีออกมาอย่างที่ยุคสมัยต้องการครับ

Q: ล่าสุดวงชินฮวาได้กลับมาทำกิจกรรมร่วมกันอีกครั้ง ผมคิดว่าพวกเขานั้นเป็นทั้งคนที่สนุกสนานและชายหนุ่มสุดเท่ในเวลาเดียวกัน JYJ ทั้งสามคนก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกัน คุณคิดถึงอนาคตในอีกสิบปีข้างหน้าของ JYJ ว่าน่าจะเป็นอย่างไร

A: ผมจำได้ว่าเคยได้ยินอะไรบางอย่างคล้าย ๆ ที่พูดมานี้เกี่ยวกับพวกเขานะครับว่า เวลาที่พวกเขาอยู่คนเดียวก็จะดูเป็นผู้ชายที่สมกับวัยสามสิบต้น ๆ แต่ถ้าพวกเขามาอยู่ด้วยกันเป็นชินฮวาแล้ว พวกเขาจะดูคล้ายเด็กไฮสคูล เป็นเพราะพวกเขาเติบโตขึ้นมาด้วยกันจากจุดเริ่มต้น JYJ ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าเราแยกกันทำงาน เราก็จะไม่เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเราสามคนมาอยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ เราก็จะกลายเป็นเด็กไปเลย (หัวเราะ) เราจะเล่นกันฮามากแล้วหัวเราะอย่างเป็นบ้าเป็นหลังกันได้โดยสัญชาตญาณ เรามักจะจบลงด้วยกันทำอะไรแผลง ๆ แล้วทั้งสามคนก็ส่งเสียงดังลั่นไปทั่ว สิบปีต่อไปเหรอ ผมหวังว่ามันจะยังคงเป็นเช่นเดิม ตอนที่ได้ฟังเรื่องราวของวง Bum-Yurum-Gaul-Gyoul ในรายการ “Radio Star” ผมคิดว่าถ้า JYJ กลายเป็นแบบนั้นด้วยก็คงจะดี   [T/N: วง Bum-Yurum-Gaul-Gyoul (Spring-Summer-Fall-Winter) เป็นวงที่เดบิวท์ในปี 1986 และยังคงทำงานด้วยกันอยู่] หรือดูวงประสานเสียงของญี่ปุ่นอย่าง the Gospellers สมาชิกทุกคนแต่งงานแล้ว พวกเขามีภรรยาและลูก ๆ และยังคงทำงานด้วยกัน ครอบครัวของพวกเขาก็สนิทกันด้วย เมือผมเห็นภาพแบบนั้นแล้วผมก็คิดว่าผมอยากจะเติบโตขึ้นมาเป็นแบบนั้นเลยครับ

Q: คุณรู้สึกอย่างไรบ้างตอนที่เห็นแฟนมากมายมารอรับคุณที่สนามบินในประเทศต่าง ๆ

A: มันน่ามหัศจรรย์มากเลยครับ มหัศจรรย์ที่พวกเขารู้จักเราแต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์มากกว่านั้นคือพวกเขาร้องเพลงที่มีเนื้อเป็นภาษาเกาหลีในคอนเสิร์ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากเพลงของ JYJ มีโอกาสน้อยมากที่จะได้เผยแพร่ทางโทรทัศน์ คุณจะต้องดาวน์โหลดเพลงของพวกเรา ตอนที่ผมได้เห็นด้วยตนเองว่าแฟน ๆ ร้องเพลงของพวกเราในอีกซีกโลกหนึ่งซึ่งคุณไม่สามารถแวะไปเที่ยวได้ง่าย ๆ เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนผมถึงความตั้งใจที่จะไม่ย่อท้อ

Q: คุณได้พูดถึงในบทสัมภาษณ์ที่ผ่านมาว่า “ผมอยากเปลี่ยนมุมมองของผู้คนที่มีต่อไอดอลมากกว่าการหนีออกจากภาพลักษณ์ไอดอล” คุณยังคงเชื่อแบบนั้นอยู่หรือเปล่า

A: ครับ ไอดอลคือนักร้องที่เป็นผู้ที่สร้างกระแสดนตรีและความนิยมในแต่ละยุคและนำพากระแสของพวกเขาด้วยเพลง การเต้นและการแสดงที่ชัดเจนซึ่งเตรียมมาเป็นอย่างดี เพียงเพราะคุณอายุน้อยไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นไอดอล และเพียงเพราะว่าคุณอายุมากขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ใช่ไอดอลอีกต่อไป

กระแสเกาหลีได้แพร่ขยายอย่างมากไปทั่วโลกและได้รับความรักมากมาย ซึ่งหมายความว่าเพลงป๊อบ [เกาหลี] ของพวกเรานั้นมีพลัง [ที่จะทำเช่นนั้นได้] เมื่อพิจารณาจากจุดนี้ ผมคิดว่ากลุ่มไอดอลนั้น แทนที่จะถูกใช้แล้วทิ้งไป ควรจะรักษาความภาคภูมิใจในตัวเองให้คงอยู่ต่อไป [T/N: ในฐานะศิลปิน] และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนร่วมอาชีพของผม [นักร้องไอดอลอื่น ๆ] รวมทั้งตัวผมเองมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการทำสิ่งนี้ครับ

Q: คอนเสิร์ตที่โตเกียวโดมเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้นมีความหมายมากเหลือเกิน เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปที่นั่น

A: นั่นเป็นการทำกิจกรรมแรกอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นในระยะเวลาสามปีและเป็นครั้งแรกที่ได้กลับไปที่โตเกียวโดม หลังจากที่ไม่สามารถจัดงานที่โตเกียวโดมได้ เราต้องจัดคอนเสิร์ตกลางแจ้งในเมืองที่ห่างจากโตเกียวออกไปสามชั่วโมง พวกเรารู้สึกขอบคุณแฟน ๆ ที่มาจากทุกทิ่และได้รับความกล้าหาญจากพวกเขา ในขณะเดียวกันพวกเราก็รู้สึกเสียใจที่ทำให้พวกเขาต้องเดินทางไปถึงที่นั่น เราไม่มั่นใจว่าเราจะสามารถขึ้นเวทีที่โตเกียวโดมได้อีกครั้งหรือไม่ แต่ในที่สุดทุกอย่างก็ดำเนินไปได้ด้วยดีอย่างน่าประทับใจ จริง ๆ แล้วผมคิดว่าคอนเสิร์ตที่โตเกียวโดยครั้งนี้อาจถูกยกเลิกได้ทุกเวลาระหว่างการเตรียมการ บางครั้งผมคิดว่าผมควรเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับกรณีที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ เพราะถ้าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ความกระทบกระเทือนที่ผมจะได้รับคงใหญ่เกินกว่าที่ผมจะทำอะไรได้  อย่างไรก็ตามโชคดีที่พวกเราสามารถขึ้นไปยืนบนเวทีที่โตเกียวโดมได้ ผมประทับใจเป็นอย่างมาก ผมแทบหายใจไม่ออกในวันสุดท้ายเลยครับ [T/N: จากผู้แปลไทย ตรงนี้ใช้คำว่า chocked up ซึ่งมีหลายความหมาย เช่นหายใจไม่ออก หรืออาเจียนก็ได้ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นอย่างไรกันแน่ค่ะ ต้องขออภัยด้วยนะคะหากทำให้ความหมายผิดพลาดจากต้นฉบับจริงในส่วนนี้]

Q: ตอนนี้คุณยังมีความกลัวอยู่อีกไหม

A: ผมไม่กลัวอะไรครับ แต่ผมก็มีความสงสัยอยู่บ้างว่าผมจะสามารถทำงานเพลงต่อไปและได้รับความรักมากมายเหมือนทุกวันนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ สำหรับสามสี่ปีหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นกับพวกเรา เราได้รับความรักอย่างมากมายจากแฟน ๆ ดังนั้นผมเชื่อว่าจากนี้ไปเป็นพวกเราเองที่จะเป็นฝ่ายตอบแทนความรักของพวกเขามากกว่าการคาดหวังเรื่องความโด่งดังและทำงานเพลงต่อไป

Q: ถ้าหากเป็นนักร้องหรือไอดอลคนอื่นพูดแบบเดียวกันนี้ ก็คงเป็นการพูดเพื่อแสดงความขอบคุณ แต่เมื่อเป็นคำพูดที่ออกมาจากคิมจุนซูหรือ JYJ แล้ว มันฟังดูแตกต่างอยู่บ้างนะครับ [T/N: เป็นคำพูดที่ผู้สัมภาษณ์รู้สึกถึงความเป็นจริงหรือสื่อออกมาอย่างจริงใจได้มากกว่า]

A: ผมมีหลายบทบาทครับ ผมคือ คิมจุนซู เซีย จุนซูวง JYJ ลูกชายของคุณพ่อคุณแม่ และนักฟุตบอลเบอร์ 12 ผมไม่สามารถแยกแต่ละบทบาทออกจากตัวผมได้ ทั้งหมดคือสิ่งเดียวกัน คือผม ตัวตนของผม ผมไม่ชอบการเสแสร้ง ในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมพยายามจริงใจและทำอย่างดีที่สุดออกมาในแง่บวกและมีความสุข และในฐานะนักร้องคิมจุนซูและเซีย ผมยินดีที่จะอุทิศ ‘ตนเอง’ เพิ่มขึ้นอีกเพื่อแฟน ๆ ทั้งหลายมอบความรักอันมากมายให้กับผม บนเวที ผมไม่ต้องการคิดอะไรอื่นนอกจากร้องเพลงออกมาจากใจจริงของผมเท่านั้นครับ

Credit &  Trans by : xiahpress.cafe24.com/xe/27461

Shared by Coconut_XIA.com <<link>>

Please take it out with full of credit~

(กรุณานำออกพร้อมเครดิตครบถ้วน)

Thank you so much

Thai trans : ilnostroposto.wordpress

————————————————————————————-

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่า ผู้แปลคนหนึ่งชอบอ่านบทสัมภาษณ์ของจุนซูมากเป็นพิเศษ ดังนั้นบทสัมภาษณ์ยาว ๆ ของจุนซูจึงพร้อมส่งในทันทีที่มีเวลาแปล แต่ครั้งนี้ บก.ไม่ว่าง ดังนั้นภาษาอาจยังไ่ม่สละสลวยมากนักนะคะ ไม่มีรูปด้วยเพราะไม่มีคนว่างทำให้เช่นกัน แต่เนื้อหาในบทสัมภาษณ์ เต็มไปด้วยคุณภาพของจุนซูเช่นเคยค่ะ

อีกครั้ง บลอกนี้ ผู้แปล (แต่ละคน) จะเลือกแปลเฉพาะบทความที่มีเวลาอ่าน มีความรู้สึกอยากแปล และแปลเสร็จ การไม่มีบทสัมภาษณ์อื่น ๆ มาลงมากนัก ไม่ใช่ไม่รัก ลำเอียง หรืออย่างไรค่ะ ภารกิจชีวิตไม่อำนวย บางครั้งแปลไม่เสร็จแล้วดองไว้จนล้าสมัยไปบ้าง ยากเิกินกว่าจะแปลออกมาให้ตัวเองเข้าใจได้ง่ายบ้าง หรือไปเจอแบบที่แปลภาษาไทยเสร็จแล้ว อ่านของเขาไปแล้ว สบายใจแล้วก็เลยไม่แปลบ้าง ก็มีหลายสาเหตุด้วยกันค่ะ

Advertisements