[Trans] 120723 Interview for 10+Star Vol.14 ‘I want to keep taking on new challenge’

คิมจุนซู  ผมต้องการการท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ

อย่างโดดเด่น – เขาก้าวสู่การผจญภัยที่เหนือความคาดหมายด้วยการเปลี่ยนลุคจากคิมจุนซูที่ทุกคนคุ้นเคย เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับทรงผมของเขาแต่อย่างใด ต่อหน้ากล้องในขณะที่กำลังให้สัมภาษณ์ไปด้วยนั้น คิมจุนซูได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เขาอยากทำอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา นับแต่เริ่มต้นเข้าวงการเมื่อ 8 ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ ไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ในฐานะดารา แต่ปัจจุบันเขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือลังเลเกี่ยวกับการตัดสินใจของตัวเองอีกต่อไป เขาเติบโตขึ้นไปอีกระดับ ดังนั้นเขาจึงยิ่งซื่อตรงและน่าสนใจกว่าเคย เราได้พบกับคิมจุนซูภายหลังจากที่เขาสิ้นสุดเอเชียทัวร์สำหรับอัลบั้มเดี่ยวชิ้นแรกของเขา ‘TARANTALLEGRA’ และกำลังจะก้าวสู่เวิร์ลด์ทัวร์ต่อไป

Q: หลังจากจบการสัมภาษณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่เราให้คุณทายว่าใครจะเป็นแชมป์บอลยูโร 2012 แล้วคุณตะโกนออกมาว่า “สเปน!” หลังจากคิดอยู่ประมาณสามวินาทีนั่น คุณทายถูกจริง ๆ ด้วย คุณได้ดูบอลยูโรคู่ไหนบ้างรึเปล่า
A: ยกเว้นเฉพาะคู่ที่เตะช่วงเดียวกันกับคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศของผมครับ เพราะว่าผมไม่มีตารางงานในตอนเช้ามาก ๆ ดังนั้นผมก็เลยได้ดูเยอะมากเลย อันที่จริงสำหรับคู่ชิงก็ดูเหมือนจะทายกันได้อยู่แล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าในใจผมจะเชียร์อิตาลี แต่ผมก็รู้แหละว่าสเปนเล่นได้ดีมาก ๆ (หัวเราะ)

Q:  ถ้าคุณถึงขั้นตื่นขึ้นมาดูฟุตบอลตอนเช้ามืดได้นี่ แสดงว่าคุณมีเวลาพักผ่อนบ้างแล้วใช่ไหม
A: ก็ตั้งแต่ผมไม่ต้องทำงานมากจนเกินไป ผมเพียงแค่รับตารางงานของผมจากตัวแทนแล้วก็ทำไปตามนั้น แต่ผมสามารถรู้ขอบเขตของงานล่วงหน้าได้ ดังนั้นผมจะสามารถเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการทำงานและสามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อไหร่จะเป็นเวลาว่างของผม เพราะทุกอย่างชัดเจนแบบนี้ ชีวิตประจำวันของผมก็เลยง่ายขึ้นเยอะ

Q: ‘TARANTALLEGRA’ อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของคุณเพิ่งวางแผงในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แล้วคุณยังมีเอเชียทัวร์ซึ่งเริ่มต้นที่กรุงโซล แล้วต่อไปยังประเทศไทย อินโดนีเซีย ไต้หวัน และจีน ความรู้สึกของคุณหลังจากที่ทัวร์จบลงแล้วเป็นอย่างไร
A: หลังจากที่ผมออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเอง ผมก็รู้สึกกลัวนิดหน่อย แต่ระหว่างที่ทัวร์คอนเสิร์ต ความกังวลก็ค่อย ๆ ลดลงและผมก็ได้รับความมั่นใจมากขึ้น ดังนั้นตอนนี้ผมมีภาพอยู่ในหัวเรียบร้อยแล้วและชัดเจนกว่าเดิมว่าผมควรจะก้าวไปในทิศทางใดเมื่อผมจะออกอัลบั้มของตัวเองในอนาคต

Q: เรารู้สึกถึงความแตกต่างได้แม้กระทั่งในตัวอัลบั้มเอง มันประกอบไปด้วยเพลงที่แตกต่างกันหลากหลายประเภท แต่ก็มีตัวตนของคิมจุนซูอยู่ในเพลงเหล่านั้น
A: ลำดับแรกสุดจากบรรดาทั้งหมด แนวเพลงที่หลากหลายเหล่านั้นคือวัตถุประสงค์ของผมและเป็นคอนเซปต์ของอัลบั้มด้วย เริ่มต้นด้วย R&B และเพลงช้าทั่วๆ ไป ผมใส่เพลงบัลลาร์ดเข้าไปสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงบัลลาร์ดที่ผมร้อง แต่อย่างไรก็ตามผมเลือกเพลงที่ผมคิดว่าเหมาะที่จะเป็นเพลงหลักของอัลบั้ม หลายคนอาจจะคิดว่าเพลงหลักของผมจะต้องเป็นเพลงบัลลาร์ด แต่เหตุผลของผมก็คือ ผมต้องการหลุดพ้นจากความคาดหวังแบบนั้นมากยิ่งกว่าและผมก็คิดว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว เพลงโซโลทั้งหลายที่ผมเคยร้องมาตั้งแต่เมื่อก่อนก็เป็นเพลงบัลลาร์ด เพราะตั้งแต่ตอนที่ผมเป็นทงบังชินกิจนถึงตอนนี้ที่ผมทำงานในฐานะ JYJ ภาพลักษณ์ของผมที่ออกมามักจะเป็นการร้องเพลงอยู่เสมอเท่านั้น ดังนั้นผมเลยต้องการจะลองทำดนตรีที่ต้องใช้ความสามารถในการแสดงอย่างรอบด้านด้วยเพลงนี้

Q: ดังนั้นผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมาก็คือ ‘TARANTALLEGRA’ ระหว่างที่ฟังเพลงนี้เราก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาทันทีทันใดว่า อะไรถูกคิดขึ้นมาก่อนกันระหว่างเพลงหรืออิมเมจของคุณ
A: อิมเมจครับ แน่นอนว่าเป็นภาพลักษณ์ เมื่อก่อนตอนที่ผมแต่งเพลง ‘Xiahtic’ และ ‘Intoxication’ ท่าเต้นจะถูกคิดขึ้นมาก่อน จนถึงตอนนี้โดยส่วนใหญ่แล้วผมจะนึกถึงการเต้นได้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ตอนที่ได้ฟังแค่จังหวะและบางครั้งผมก็ไม่ได้เขียนทำนองสำหรับการเต้นด้วย สิ่งที่ถูกคิดขึ้นมาสำหรับ ‘TARANTALLEGRA’ อันดับแรกสุดคือภาพลักษณ์ อันดับสองคือการออกแบบท่าเต้นแล้วจากนั้นก็ตามด้วยดนตรี อันที่จริงก่อนหน้านี้ผมก็เคยแต่งเพลงเอาไว้เยอะเหมือนกันตั้งแต่สมัยที่ผมยังเป็นทงบังชินกิ ทั้งเพลงป๊อบแบบอเมริกัน เพลง R&B หรือเพลงที่คล้าย ๆ กับเพลง ‘Rising Sun’ ซึ่งเพลงทั้งหมดนั้นก็จะเหมาะกับวงที่เน้นเรื่องการเต้นอย่างบอยแบนด์ แต่ตอนนี้ผมอยากจะหลุดออกมาจากสไตล์แบบนั้นบ้าง ในเวลานั้นเองที่ผมได้รับอิทธิพลอย่างมากจากละครเพลงเรื่อง ‘Elisabeth’ ตั้งแต่ผมได้ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของบทบาท ‘Death’ – Tod  ด้วยการตีความที่แตกต่างและหลากหลายมากขึ้น ผมได้ลองนำมาผสมผสานกันกับอัลบั้มนี้ด้วย จากตรงนั้นเอง เพลง คอนเซปต์ สไตล์ ท่าเต้น … ทุกอย่างค่อย ๆ เริ่มต้นมาตามลำดับ

Q: คอนเซปต์ที่ทรงพลังและดุดันทั้งในแง่ของดนตรีและภาพลักษณ์ก็ออกมาอย่างที่เห็น ตอนที่คุณบอกว่าคุณต้องการคอนเซปต์แบบนั้น ปฏิกิริยาของคนรอบตัวคุณเป็นอย่างไรกันบ้าง
A: ตอนแรกพวกเขาก็กังวลอยู่เหมือนกัน ถ้าจะพูดกันจริง ๆ แล้วคำว่า ‘ดุดัน’ ดูเหมือนจะไม่ได้มีความหมายใกล้เคียงกับสิ่งที่ดีนัก คนอาจจะอุทานออกมาว่า “โอ้ ดูดุดันเหลือเกิน” เมื่อเห็นคอนเซปต์ที่ดูทรงพลัง แต่พวกเขาก็อาจจะนึกเชื่อมโยงไปถึงความก้าวร้าวด้วยก็ได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะหาคำจำกัดความที่เหมาะสมของคำว่าดุดัน อย่างไรก็ตามเหตุผลที่ทำไมผมจึงสามารถก้าวไปยังขอบเขตของความดุดันเกินกว่าที่นักร้องเกาหลีทั่ว ๆ ไปคนไหนทำได้ นั่นก็เพราะว่าผมไม่สามารถ ….ผมจะบอกว่าเพราะผมไม่ได้ออกทีวีสำหรับช่วงนี้น่ะนะ (หัวเราะ) แต่อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ผมคิดว่าด้วยสถานการณ์แบบนี้ผมจึงสามารถแสดงออกถึงภาพลักษณ์ที่ดูดุดันและหลากหลายได้ ถ้าหากว่าผมได้ออกทีวี อัลบั้มของผมก็คงมีกระบวนการที่ต้องไตร่ตรองมากกว่านี้ และถ้าหากมันดูแรงเกินไป มิวสิควีดิโอของผมก็คงจะถูกสั่งห้ามออกอากาศด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่เป็นไรถ้าหากว่ามันจะถูกอัพโหลดลงยูทูปและนำไปโพสตามบลอกต่างๆ แทน ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมต้องการอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลนี้และยิ่งไปกว่านั้น ผมรู้สึกว่าถ้างานเพลงของผมถูกตัดสินว่ามัน “ธรรมดา” เกินไปนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าการถูกบอกว่ามันดู “ก้าวร้าว” เสียอีก ถึงแม้ว่าผมอาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางที่ไม่เป็นที่ชื่นชมก็ตาม แต่การให้ทุกคนได้รับรู้ว่าผมกลับมาแล้วนั่นต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่มีอะไรที่จะน่ากลัวไปกว่าคำว่า “ปลอดภัยไว้ก่อน” อีกแล้ว โชคดีที่ตัวแทนของผมได้รวบรวมความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับไอเดียของผมและพวกเขาก็ทั้งผลักดันและสนับสนุนผมอย่างเต็มที่ที่สุด

 Q: แทนที่จะมุ่งไปยังตลาดที่ต้องใช้สื่อโทรทัศน์ในการเจาะกลุ่มเป้าหมาย คุณเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับผู้บริโภคที่แท้จริงที่ซื้ออัลบั้ม เพลงและคอนเสิร์ต
A: ดังนั้นในอนาคตผมจะท้าทายตัวเองในสิ่งใหม่ ๆ เสมอ ในขณะเดียวกันไม่ว่าผลงานของผมจะออกมาดูแปลกหรืออาจจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของสาธารณชนก็ตาม แต่ผมก็ยังอยากจะพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นถึงความคิดที่ไม่ธรรมดาอยู่เสมอครับ

Q: ในอัลบั้มนี้คุณไม่ได้กลับมาในฐานะนักร้องเดี่ยวเท่านั้น แต่คุณยังมีความมั่นใจที่จะก้าวไปสู่การเป็นศิลปินผู้ทำการแสดงอีกด้วย
A: ตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็ก ผมก็ถูกถามอยู่บ่อย ๆว่า “ชอบการเต้นหรือการร้องเพลงมากกว่ากัน” ความจริงแล้วผมรักการเต้นมากจนถึงขั้นที่ผมไม่เคยพูดว่า ผมชอบการร้องเพลงมากกว่าการเต้นเลย เพราะจะสังเกตได้ว่าเมื่อทำงานกันเป็นทีมแล้วทุกคนจะได้รับมอบหมายในสิ่งที่แตกต่างกัน การแสดงที่ผ่านมาของผมส่วนใหญ่แล้วจะเน้นที่การร้องเพลงมากกว่าการโชว์ ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกขอบคุณเกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วยก็ตาม แต่เมื่อผมทำการแสดงในฐานะนักร้องเดี่ยว ผมจะต้องแสดงให้ทุกคนได้รับรู้ถึงดนตรีอย่างที่ผมต้องการสร้างสรรค์ขึ้นมาและการแสดงที่จัดเตรียมมาเป็นอย่างดีทุกด้านซึ่งเข้ากันกับดนตรีด้วย ความจริงแล้วตอนที่ผมแต่งเพลง ‘TARANTALLEGRA’ เสร็จ ทุกคนก็ยังข้องใจในตัวผม แต่นั่นแหละเรื่องนี้ก็พอเข้าใจได้ เพราะหลังจากที่อัดเดโม มิกซ์เสียงและเรียบเรียงอย่างคร่าวๆ แล้ว เสียงของเครื่องดนตรี กลอง แล้วก็อื่นๆ อย่างเช่นเครื่องเป่ายังไม่ได้ใส่ลงไปทั้งหมด ดังนั้นปฏิกิริยาของพวกเขาก็เลยออกจะไม่ค่อยชอบกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) แต่อย่างไรก็ตามผมบอกกับพี่ผู้จัดการของผมว่าให้เชื่อผมซักครั้งแล้วก็โน้มน้าวเขาว่า “มันจะต้องออกมาดีแน่นอนเวลาที่เราถ่ายมิวสิควีดีโอ นี่ไม่ใช่แค่เพลงที่เอาไว้ฟังอย่างเดียวนะแต่เป็นเพลงที่เอาไว้ดูด้วย” ด้วยเหตุผลนี้แหละ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่วิธีการปกติในการผลิตผลงาน แต่มิวสิควิดิโอก็ถูกปล่อยออกมาหนึ่งวันก่อนเพลงออก”

Q: ไม่ต้องสงสัยเลยว่า จังหวะที่หนักแน่นและมิวสิควีดิโอแฟนตาซี ทำให้เพลงนี้สมบูรณ์แบบ
A: ผมเครียดมากเกี่ยวกับมิวสิควิดิโอครับ ท่าเต้นจะออกมาดูดีถ้าผมเต้นได้ดี แต่มิวสิควิดิโอไม่ใช่อะไรที่จะออกมาดีได้เพียงเพราะว่าผมพยายามอย่างดีที่สุดเท่านั้น ดังนั้นผมจึงกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก ผมก็เลยได้มีส่วนร่วมในการเซตมุมกล้องด้วยเป็นครั้งแรก ตัวอย่างเช่น ผมไม่ชอบเลยถ้ากล้องเคลื่อนไหวตอนที่ผมกำลังเต้นอยู่ แต่ความเป็นจริงก็คือมันเป็นเทคนิคในการช่วยคนที่เต้นไม่ได้และผมคิดว่านั่นเป็นการรบกวนสมาธิของผมด้วย ซึ่งจะดีกว่าถ้าเปลี่ยนเป็นการตัดต่อและใช้มุมกล้อง แต่ช่วงที่กล้องเคลื่อนไหว แดนเซอร์จะไม่สามารถมองเห็นได้และอาจจะหลุดออกนอกเฟรมอะไรแบบนั้น แต่อย่างไรก็ตามผู้กำกับ Ray จับภาพได้ดีมากจริงๆ ทั้งที่ความเป็นจริงผมไม่สามารถออกทีวีได้ แต่บริษัทยังคงเชื่อมั่นในตัวผมและลงทุนไปประมาณห้าร้อยล้านวอนกับมิวสิควีดิโอของผม

Q: คุณบอกว่า ‘TARANTALLEGRA’ เป็นเพลงที่มีเวทมนต์ที่ทำให้คนเต้นเมื่อได้ฟัง แล้วคุณอยากให้คนเห็นคุณในมิวสิควิดิโอในรูปแบบไหน
A: ผมไม่อยากให้ออกมาดูเหมือนเทพอย่างแน่นอน ผมอยากจะให้ออกมาเป็น สิ่งที่ไร้ข้อจำกัดทางเพศ ไม่ใช่ทั้งผู้ชายหรือผู้หญิง ดังนั้นผมเลยลองใช้การแต่งหน้าและทรงผมที่ออกไปทางผู้หญิงเล็กน้อย ผมรู้สึกขอบคุณละครเพลงเรื่อง ‘Elisabeth’ จริง ๆ สำหรับประสบการณ์นี้ ไม่เพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นแต่ผมคิดถึงดนตรีทั้งหมดที่ผมจะทำต่อไปในอนาคตก็จะได้รับอิทธิพลจากมิวสิคัลไม่มากก็น้อยเสมอ อิมเมจแบบแฟนตาซีและลึกลับของ ‘TARANTALLEGRA’ ได้รับแรงบันดาลใจจากบทบาทของ ‘Death’ ในมิวสิคัลเรื่อง ‘Elisabeth’

Q: คุณเคยเป็นที่รู้จักในฐานะดาราที่ไม่สนใจเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก แต่คุณเต็มใจที่จะแต่งตัวด้วยคอนเซปท์ที่อลังการแบบนี้ ผมเลยอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้คุณเปลี่ยนใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงนี้
A: ความจริงในฐานะไอดอล ผมไม่ได้สนใจอะไรกับอิมเมจของผมอย่างจริงจังเลยนะ (หัวเราะ) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะปฏิวัติรูปลักษณ์ภายนอกของผมใหม่ซะหมด ผมเคยคิดง่ายๆ ว่านักร้องควรจะพิสูจน์ศักยภาพของตนเองด้วยการร้องและการเต้น ถ้าหากคุณติดตามดูผมซักนิด คุณคงจะพอนึกออกว่าเพราะผมไม่ค่อยได้ออกทีวี ดังนั้นล่าสุดผมก็ไว้ผมทรงเดิมมา 3 ปีแล้ว ตอนที่ได้รับบทในละครเพลงเรื่อง ‘Elisabeth’ ความคิดแรกที่เข้ามาในใจผมคือเทพ ผมต้องการนำความรู้สึกที่แสดงถึงความสูงส่งและรู้สึกได้ทั้งความเป็นชายและหญิงออกมาให้ได้ แต่ผมจะดู “อ่อนโยน” มากไปหน่อย (หัวเราะ) ดังนั้นเพื่อปรับภาพลักษณ์ของผมให้เข้ากับบทบาทที่ได้รับ ผมพยายามลดน้ำหนัก แต่แม้แต่แฟนๆ ผู้อยู่เคียงข้างผมมาตั้งแต่ต้นก็บอกว่าพวกเขาชอบการเปลี่ยนลุคของผม ดังนั้นผมจึงตระหนักว่าในฐานะนักร้อง แม้การร้องเพลงดูเหมือนจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็ตาม แต่ผมไม่สามารถมองข้ามความจริงว่าแฟชั่นและรูปลักษณ์ของผมก็มีผลอย่างมากในสายตาของผู้ชมด้วยเช่นกัน

Q: เราได้ยินมาว่าคุณเคยซื้อเสื้อผ้าทั้งหมดที่อยู่บนหุ่นโชว์เพราะการเลือกเสื้อผ้าเป็นปัญหาสำหรับคุณ (หัวเราะ)
A: แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นผมก็ยังแต่งตัวไม่ได้เรื่องอยู่ดี คนรอบตัวผมพยายามชักจูงให้ผมซื้อเสื้อผ้า ดังนั้นผมก็เลยซื้อบ้างแล้วแต่โอกาส แต่ว่าตั้งแต่ฤดูหนาวที่ผ่านมาผมเริ่มซื้อเสื้อผ้ามากขึ้นแล้ว ผมไม่เคยไปร้านทำผมก่อนที่จะไปสนามบินเลยแต่ตอนนี้ก็ไปแล้วนะ อย่างแรกที่สุดเพราะผมคิดว่าการพยายามอย่างที่สุดนั้นก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะตอบแทนการสนับสนุนของแฟนๆ ตลอดหลายปีที่ผมทำงานในฐานะนักร้อง ฟังดูเหมือนเป็นการตอบแทนบุญคุณกันแต่ผมไม่ได้คิดว่านี่เป็น “งาน” ไปซะทั้งหมดนะ มันเป็นทัศนคติที่ศิลปินทุกคนควรมีอยู่ในใจและเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงด้วยเช่นกัน ถ้าเอาตามจริงแล้วเรื่องแบบนี้ไม่ได้เหมาะกับบุคลิกจริงๆ ของผมเลย แล้วดูสิ ตอนนี้ผมทำเล็บด้วยนะ … (หัวเราะ)

Q: แต่ถ้าคุณเคยได้ลองทำเล็บซักครั้งแล้วละก็ต่อไปจะติดใจนะ แบบนั้นรึเปล่า (หัวเราะ)
A: ใช่เลยครับ ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนรสนิยมก็จะเปลี่ยนคนไปด้วย อย่างตอนนี้ผมรู้สึกไม่ดีเลยถ้าไม่ได้ทำเล็บ ที่ไม่น่าเชื่อก็คือผมได้ยินว่าแฟนต่างประเทศส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าผมแสดงเป็นตัวหลักใน ‘TARANTALLEGRA’ เพราะสไตล์แบบนี้แล้วพวกเขาก็ประมาณว่า “เขาเท่ดีนะแต่เป็นเกย์รึเปล่าเนี่ย” (หัวเราะ) ผมไม่ใช่เกย์หรอกครับ แต่อีกด้านหนึ่งผมรู้สึกดีเวลาที่ได้ยินคำวิจารณ์แบบนั้น ไม่สำคัญหรอกว่าผมจะเป็นเกย์จริงหรือไม่ แต่การสามารถแสดงภาพลักษณ์ที่หลากหลายออกสู่สาธารณชนได้นั้นเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับศิลปินครับ

Q: จากทั้งหมดนั้น บทบาทที่คุณแสดงขณะอยู่บนเวทีจะต้องมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับตัวตนที่แท้จริงของคุณ คุณรู้สึกอย่างไรเมื่ออยู่บนเวทีในฐานะ XIA ที่เป็นศิลปินเดี่ยว
A: ขณะที่ถ่ายทำมิวสิควิดีโอ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจผมคือการได้มีส่วนร่วมในมิวสิคัลนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว ก่อนหน้านี้ผมเพียงแค่พยายามที่จะให้ออกมาดูดีต่อหน้ากล้อง แต่ในตอนนี้การแสดงออกทางสีหน้าหลากหลายอารมณ์ในฉากที่ต้องลิปซิงค์เป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับผม ถึงแม้ว่าผมจะยึดติดกับมิวสิคัลเพราะว่าผม ตัวผมเองชอบละครเพลงจริงๆ และอีกอย่างเป็นเพราะว่ามิวสิคัลนั้นช่วยให้ผมพัฒนาตัวเองขึ้นในทุกด้านอีกด้วยครับ

Q: เราคิดว่าคนที่เป็นนักร้องเดี่ยว บรรดานักร้องชายที่ประสบความสำเร็จคนที่เน้นไปยังการมีส่วนร่วมในการแสดงโชว์บนเวทีนั้นยังคงขาดทักษะในการถ่ายทอดอารมณ์และการควบคุมเวที แต่หลังจากที่ได้ชมคอนเสิร์ตของคุณที่โซลแล้ว คุณเป็นนักร้องเดี่ยวที่ควบคุมเวทีได้ ดูเหมือนคุณจะพัฒนาตัวเองจากประสบการณ์มากมายทั้งจากการทำงานในวงและการได้รับบทนำในละครเวที
A: สำหรับมิวสิคัลนั้นไม่ได้อยู่ที่ผมคนเดียวแต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของคนหลายคน แต่ผมก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับความกล้าหาญอย่างมาก ถึงแม้จะเป็นนักแสดงที่ไม่เก่งก็สามารถเก่งขึ้นได้ถ้าหากเขามีความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ในทางกลับกัน นักแสดงที่ดีก็อาจดูติดขัดได้ถ้าหากผู้ชมไม่สามารถรู้สึกถึงความมั่นใจของเขา แน่นอนว่าผมไม่ใช่นักแสดงที่เก่งแบบนั้นหรอกแต่เมื่อต้องยืนอยู่บนเวทีคนเดียว ผมจะเพิ่มความมั่นใจในตัวเองให้มากขึ้นให้เพียงพอที่ผู้ชมจะรู้สึกได้ ไม่ใช่มากเกินไป (หัวเราะ)  แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นผมก็ยังรู้สึกกระวนกระวายใจมากๆ อยู่ดี ในคอนเสิร์ตที่เป็นวง ขณะที่สมาชิกคนอื่นกำลังแสดงโซโลของตัวเอง ผมก็จะได้เข้าไปพักที่หลังเวที แต่ตั้งแต่ที่ผมต้องทำทุกอย่างตามลำพังเป็นเวลา 2 ชั่วโมงแบบนี้ ตั้งแต่จัดสรรพลังและร่างกายให้พร้อมไปจนถึงการพูดคุยในช่วงพัก ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย นอกจากนั้นอัลบั้มนี้เน้นที่การแสดงโชว์ดังนั้นจะมีเพลงที่ต้องใช้การเต้นหลายเพลง ผมจะต้องเปลี่ยนชุดในขณะที่ทุกโชว์จะต้องเลื่อนไหลไปอย่างไม่สะดุดอีกด้วย และเมื่อคิดว่าทุกอย่างเป็นการแสดงสด ผมรู้สึกกดดันมาก… แต่ยังไงก็ตาม ผมก็พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว (หัวเราะ)

Q: ตอนที่ดูการแสดงสดเพลง ‘TARANTALLEGRA’ เราคิดว่ามันให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากผลงานของไอดอลหรือนักร้องที่กำลังมีผลงานอยู่ในขณะนี้อย่างมาก และความสำเร็จของงานก็อยู่ในระดับที่สูงกว่า แต่น่าเสียดายที่มีคนได้ชมการแสดงนี้ไม่มากนัก
A: ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่แสดงเพลง ‘TARANTALLEGRA’ บทเวที ผมมักจะรู้สึกเสียใจเสมอเมื่อคิดว่าคงจะดีมากถ้าหากว่าผมสามารถแสดงเพลงนี้ออกอากาศซักครั้ง ผมไม่ได้ต้องการเรื่องการได้อันดับหนึ่งอะไรแบบนั้นหรอก ผมเพียงแค่คิดว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถทำให้ทุกคนได้เห็นถึงสิ่งที่ผมต้องการสื่อออกมาผ่านการแสดงของผม ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงอยากสร้างมิวสิควีดิโอที่สามารถเปลี่ยนแปลงการออกอากาศทุกช่องได้สักครั้งหนึ่ง

Q: ในคอนเสิร์ตของคุณ การแสดงในเพลง ‘Intoxication’ นั้นน่าประทับใจมาก การเต้นพร้อมกับแดนเซอร์ 2 คนกับกระจกบานยักษ์ทำให้ความดึงดูดใจของท่าเต้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก คุณได้ไอเดียนี้มาจากไหน
A: อันที่จริงแล้วกระจกถูกขอให้เซตขึ้นมาอย่างเร่งด่วนแค่ 2 วันก่อนคอนเสิร์ตเท่านั้นเอง นอกจากท่าเต้นแบบเป็นกลุ่ม ‘Intoxication’ เองก็มีการเน้นรายละเอียดในตัวเพลงอยู่แล้ว โชคดีที่คุณ Jerri นักออกแบบท่าเต้นใช้แดนเซอร์แค่ 2 คน ดังนั้นมันก็ยิ่งออกมาดีมากขึ้นไปอีกในความคิดของผม ตอนแรกสุดเราวางแผนว่าจะใช้ไฟแค่จุดเดียวฉายจากด้านบนลงมาที่ผม ในห้องซ้อมเราลองเปิดไฟแค่ดวงเดียวแล้วเต้นเพื่อดูว่าจะออกมาเป็นอย่างไรแล้วก็รู้สึกว่าออกมาดี จากนั้นผมก็ถามขึ้นมาว่า “แล้วถ้ามีกระจกด้วยจะออกมาเป็นยังไง”  และนั่นก็ทำให้โปรดิวเซอร์รู้สึกสับสนขึ้นมาทันทีเลย เพราะเราไม่มีเวลาเหลือมากพอ ดังนั้นเขาเลยบอกว่าเราทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ผมก็อ้อนเขาแบบ “ช่วยทำให้ผมหน่อยเถอะน้า~ ผมรู้ว่าคุณสามารถ~ ช่วยผมซักครั้งนะ ๆ ๆ ~” ถึงแม้ผมจะรู้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำ แต่ในฐานะศิลปิน ผมไม่สามารถยอมแพ้ในการถ่ายทอดความเป็นตัวตนผมได้  ผมก็รู้เหมือนกันว่าผมอาจจะกลายเป็น “ดาราจอมเอาแต่ใจ” ก็ได้ถ้าหากว่าเขาเข้าใจผมผิดไป (หัวเราะ) ต้องขอบคุณมาก ๆ เลยที่เขายังยอมจัดให้ผม ผมดีใจที่ผู้ชมสามารถมองเห็นผมได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังและเห็นท่าเต้นได้จากหลาย ๆ มุม

Q: นอกจากเพลงที่เต้นหนักอย่าง ‘TARANTALLEGRA’ แล้วคุณยังแสดงสดเพลง ‘Set me free’ และ ‘Mission’ และเพลงอื่นซึ่งมีท่าเต้นหนักๆ ทั้งหมด ในตอนที่ซ้อมท่าเต้นยากๆ แบบนี้ คุณก็ยังสนุกกับการปรับให้กลายเป็นสไตล์ของคุณเองด้วยรึเปล่า
A: อ่า… ผมสนุกกับมันจริงๆ ครับ ตอนที่เริ่มต้นถ้าผมหยุดตั้งใจซักแป๊บ ผมก็จะลืมท่าเต้นต่อไปเลย แต่ตอนนี้ร่างกายของผมสามารถเคลื่อนไหวไปตามจังหวะการเต้น ระหว่างที่มีเอเชียทัวร์ผมค่อยๆ ใส่อะไรพิเศษเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเข้าไปใน ‘TARANTALLEGRA’ ด้วย มิวสิคัลก็เหมือนกัน ถ้าร่างกายผมคุ้นเคยกับทุกอย่างแล้วสักครั้งก็จะสามารถใส่ใจในรายละเอียดได้ สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นการแสดงสีหน้า ท่าทาง อะไรแบบนี้ นั่นคือจุดที่น่าสนใจครับ

Q: นอกจากการซ้อมในห้องซ้อมและบนเวทีแล้ว คุณได้เต้นที่อื่นบ้างไหม
A: ผมก็เต้นเยอะตอนฟังเพลงนะ หลังจากที่แต่งทำนองได้ซัก 8 ห้อง ผมก็จะเต้นตามทำนองนั้น ก็ไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรมากมายนัก บางทีร่างกายผมก็เคลื่อนไหวไปตามจังหวะและท่าเต้นก็ออกมาเองตามธรรมชาติแล้วถ้าผมคิดว่า “โอ๊ะ เพลงนี้ก็ไม่เลวนะ” ผมก็จะค่อยๆ เกลาออกมาช้าๆ เพราะอย่างนั้นบรรดาเพลง 8 ห้องที่ผมเคยแต่งไว้ตั้งแต่นานมาแล้วทั้งหมดตอนนี้ก็คงมากกว่าร้อยเพลงแล้ว

Q: ระหว่างช่วง “พรวิเศษ” ที่คุณทำตามความปรารถนา 3 ประการของผู้ชม ต้องมีท่า ‘Angel XIA’ ไม่เคยพลาดเลย คุณมักจะรู้สึกเขินเวลาที่ต้องทำแบบนั้น แต่อะไรทำให้คุณรู้สึกอายมากขนาดนั้น (หัวเราะ)
A: อ่า… ก็ ที่จริงผมก็ไม่ได้รังเกียจที่จะทำนะ ผมคิดว่ามันก็น่าสนใจดีแล้วผมก็ชอบด้วย ผมอาจจะทำแบบนั้นในคอนเสิร์ตต่อไปของผมเพราะผู้ชมก็คือแฟนของผมทั้งหมดอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตามถ้าเป็นในที่สาธารณะ งานอีเวนท์ข้างนอก หรือต่อหน้าสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมระดับประเทศ แค่นึกถึงท่า ‘Angel XIA’ ผมก็จะบ้าตายอยู่แล้ว (หัวเราะ) ทำท่าแบบนั้นต่อหน้าคุณพ่อที่อุ้มลูกพาดบ่าอยู่น่าอายจะตายไป ยิ่งเป็นผู้ชายกับผู้ชายด้วยแล้ว แล้วตอนนี้ผมก็อายุ 25 แล้วนะ… (ถอนหายใจ)

Q: ในบรรดาประเทศที่อยู่ในเอเชียทัวร์ของคุณ ผมทราบมาว่าอินโดนีเซียเป็นเพียงที่เดียวที่คุณไม่เคยไปมาก่อน มันน่าประหลาดใจมาก
A: ผมก็ประหลาดใจด้วยเหมือนกัน ก็น่าแปลกที่ผมไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน อันที่จริงแล้วในระหว่างนั้น อินโดนีเซียเคยอยู่ในการหารือหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้งจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ก็เลยแย่มากที่ผมไม่เคยมีโอกาสไปที่นั่นมาก่อนเลย ครั้งนี้ผมไปเพื่อจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวของผมดังนั้นจึงเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นครั้งแรกของผมและผมจะต้องไปที่นั่นด้วยตัวคนเดียว ผมก็รู้สึกขอบคุณที่แฟนมากมายให้การสนับสนุนผมอย่างมาก และอีกด้านหนึ่งผมรู้สึกเสียใจมากที่ผมเพิ่งได้มาในตอนนี้ ผมมีความทรงจำที่ดีมากมายที่นั่นครับ

Q: ถ้าคุณได้ไปอินโดนีเซียอีกครั้ง คุณอยากทำอะไร
A: ในครั้งนี้ผมอยู่แต่โรงแรมดังนั้นก็เลยยังไม่ได้ลองอาหารอินโดนีเซีย ครั้งหน้าผมอยากจะลองทานอาหารพื้นเมืองดูบ้าง แล้วก็เพราะว่าประเทศนี้มีรีสอร์ทอยู่มาก ผมอยากไปสถานที่ท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติที่สวยงาม ผมใฝ่ฝันถึงทะเล ท้องฟ้า และต้นมะพร้าวตลอดเวลาอยู่แล้ว ดังนั้นผมอยากไปสถานที่แบบนั้นล่ะครับ

Q: ในความเห็นของเรา การออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกหลังจากเดบิวท์มา 8 ปีนี่ออกจะช้าไปหน่อย แต่ก็ด้วยเหตุนั้นเพราะคุณออกผลงานมาในช่วงนี้ จึงดูเหมือนคุณจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สมบูรณ์เช่นนี้ออกมาในที่สุด
A: สิ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดคือ เรื่องที่ผมสามารถสร้างสรรค์อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของผม ดนตรีที่ผมอยากทำขึ้นมาด้วยมือของผมและความคิดของผมเอง ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ ผมคงได้ใบสั่งบอกแค่ว่าเพลงของผมถูกแต่งขึ้นมาโดยใครสักคนหนึ่งเรียบร้อยแล้ว จากนั้นแน่นอนว่าทั้งมิวสิควิดีโอและทุกอย่างก็จะเสร็จเรียบร้อยตามที่ผู้กำกับต้องการ ไม่ใช่ผม สถานการณ์ในตอนนี้ลำบากมากกว่าแต่ก่อน ดังนั้นผมถึงรู้สึกมีความสุข อ่า… มีอยู่อย่างเดียวที่พวกเราได้คิดกันเอง ก็คือทรงผมครับ (หัวเราะ)

Q: ในหลายแง่ เราคิดว่าเหตุผลที่คุณบอกว่า “ผมต้องการทำในสิ่งที่แสดงถึงตัวตนของผม” ไม่ใช่เพียงเพราะว่าคุณอยากพิสูจน์ว่า “นี่คือสิ่งที่เป็นตัวตนของผม” แต่เพราะคุณได้แสดงออกในสิ่งที่คุณต้องการทำจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวคุณอย่างเป็นธรรมชาติ
A: ถูกต้องครับ ใช่เลย ผมไม่ทำเพียงแค่สิ่งที่ผมอยากทำเท่านั้น แต่ผมต้องการสร้างสิ่งที่ผมอยากทำนั้นให้กลายเป็นที่ชื่นชอบและถ่ายทอดความรู้สึกออกสู่สาธารณะ

Q: จนถึงตอนนี้ คุณเคยคิดอยากลองทำคอนเสิร์ตในรูปแบบที่แตกต่างบ้างไหม
A: ผมอยากจัดคอนเสิร์ตระยะยาวที่อาจจะนานเป็นเดือนในสักวันหลังจากที่ได้เห็นภาพมุมกว้างของโรงละครเพลง ผมจะเตรียมบทเพลงในหลากหลายรูปแบบเฉพาะที่ผมต้องการ จะเห็นว่าเพลงของผมเป็นเพลงป๊อปแต่ผมอยากร้องเพลงมิวสิคัลที่ผมไม่เคยร้องมาก่อนในคอนเสิร์ตของผมด้วยเช่นกัน แทนที่จะโชว์การเต้นก็อาจจะเป็นคอนเสิร์ตกับวงดนตรีสด หรือแทนที่จะเป็นการแสดงที่ฉูดฉาด ตระการตา ก็อาจจะเป็นคอนเสิร์ต 2 ชั่วโมงที่เต็มอิ่มกับเพลงเท่านั้น คงจะวิเศษมากถ้าผมสามารถจัดคอนเสิร์ตแบบนั้นได้

Q: สิ่งที่คุณต้องการทำชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คุณดูไม่ลังเลที่จะพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อีกแล้ว สิ่งที่เป็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างไอดอลและศิลปินก็คือการสามารถตัดสินใจด้วยตนเองและรับผิดชอบต่อสิ่งนั้น คุณคิดแบบนั้นไหม
A: สำหรับเหตุผลนั้น บุคลิกของผมดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากอัลบั้มนี้ ตั้งแต่เริ่มแรกผมไม่สามารถพูดออกมาดังๆ ได้เลยว่าอะไรที่ผมไม่ชอบ ผมแทบไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผมตะหนักว่าถ้าหากผมยังคงหลีกเลี่ยงอยู่เช่นนั้นต่อไป ผมจะไม่มีวันสร้างผลงานที่ดี ภาพลักษณ์ที่ดีออกมาได้ ถ้าหากผมไม่พูดอะไรเลย ผมก็จะถูกมองว่าเป็นคนดีสุภาพเรียบร้อยและจะไม่โดนว่ากล่าว แต่สิ่งที่ผมคาดหวังจากงานของผมทั้ง 100 % ก็จะไม่มีวันออกมาเลย ยกตัวอย่างเช่น ผลลัพธ์อาจจะไม่เลวนักแต่ก็สามารถจะออกมาดีกว่านี้ได้ถ้าหากได้แก้ไขบางอย่าง ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมจะไม่เคยพูดออกมาเลยถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้ใครบางคนต้องอดหลับอดนอนไปอีกหลายคืน อย่างไรก็ตามถ้าใครคนนั้นก็ต้องการให้ผลลัพธ์สุดท้ายออกมาดีที่สุดเช่นกันเหมือนกันกับผมแล้ว พวกเราคือมืออาชีพ ดังนั้นพวกเราทั้งคู่ก็จะพยายามและไม่สำคัญว่าผมจะถูกต่อว่าจากเรื่องนี้หรือไม่ ผมเพียงแค่ไม่สามารถเก็บความคิดของตัวเองไว้กับตัวได้เท่านั้น จุดสำคัญที่สุดคือการจะพูดคุยและโน้มน้าวคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้นอย่างไรไม่ให้เขารู้สึกแย่เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่างหาก ผมคิดว่านั่นคือหนทางที่ถูกต้องในการเป็นศิลปิน ไม่สำคัญว่าผลที่ได้รับจะออกมาดีหรือไม่ ระหว่างทางเลือกที่ผมรู้ดีอยู่แล้ว และทางเลือกที่เกิดขึ้นเมื่อผมไม่รู้อะไรเลย จะนำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Source: 10+Star Magazine Vol.14
English Translated : XIAworld >>Link<<
Thai Translated : ilnostroposto

————————————————————————————————–***
สะบัดสลัดความขี้เกียจจนตัวขึ้นขน มาปัดฝุ่นและหยากไย่ในบอร์ดร้างนี้เพราะสัมภาษณ์เริ่ดๆ           ของจุนซูค่ะ
อ่านสัมภาษณ์จบแล้วได้แต่ปรบมือให้จุนซูหลายต่อหลายครั้งจริงๆ
ทุกคำถาม ฉลาดตอบมาก และเป็นคำตอบที่ผ่านการไตร่ตรองอย่างรอบคอบถี่ถ้วน
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความจริงใจและความตรงไปตรงมาแบบจุนซูไป
เรารู้สึกยินดีที่จุนซูพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วได้อย่างสบายๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะนั่นหมายถึง เขาก้าวผ่านจุดนั้นมาแล้วได้อย่างสง่างาม และมองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในอดีตที่ไม่มีผลใดๆ ต่อปัจจุบันอีกแล้ว
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ

Advertisements

One thought on “[Trans] 120723 Interview for 10+Star Vol.14 ‘I want to keep taking on new challenge’

  1. Pingback: [Trans] 120723 Interview for 10+Star Vol.14 ‘I want to keep taking on new challenge’ | XIA JunSu

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s