[Review] JYJ : In Heaven

อันที่จริงตั้งใจจะเขียนรีวิวอัลบั้มเพลงภาษาเกาหลีของ JYJ ตั้งแต่ Their Rooms ออกมาแล้วค่ะ (จริง ๆ นะ) แต่ด้วยเหตุผลหลัก ๆ ก็คือรู้สึกว่ายังไม่มีอารมณ์ที่จะเขียนในตอนนั้น ก็เลยแปะโป้งไว้นานมากจนกระทั่ง JYJ ออกอัลบั้มเต็มภาษาเกาหลีออกมา สรุปแล้วตอนนี้ JYJ มีครบ 3 ภาษาแล้วทั้งญี่ปุ่น อังกฤษ และเกาหลี ถึงได้ฤกษ์เริ่มต้นซักที

ตอนนี้ส่วนตัวเองไม่ได้ติดตามวงการเพลงเกาหลีมากมายนัก รับรู้รับฟังผ่านสื่อหรือเวบต่าง ๆ บ้างแต่ไม่ถึงกับติดตามรายการเพลงตลอด เท่าที่ฟังมาในช่วงสองสามปีนี้ก็ยังไม่รู้สึกอยากติดตามวงไหนเป็นพิเศษหรือไม่ก็อาจจะไม่ได้ฟังเพลงดี ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกระแส K-POP และยังไม่อยากขวนขวายหามาฟัง ดังนั้นรีวิวครั้งนี้คงจะมีความลำเอียงอยู่บ้างแน่นอนและอาจจะไม่สอดคล้องกับกระแสหลักในขณะนี้นัก เพราะเพลงเอเชียส่วนใหญ่ที่ฟังในช่วงนี้ก็คือเพลงญี่ปุ่นที่ชอบมาตั้งแต่เมื่อสมัยครั้งกระโน้นและเพลงของ JYJ เป็นหลัก

ผลงานของ JYJ ถ้านับตั้งแต่อัลบั้ม The… , The Beginning และ Music Essay ;Their Rooms  แล้ว In Heaven ก็คงจะเป็นอัลบั้มที่ 3 หรือ 4 ของ JYJ ภายในเวลาสองปีกว่าที่ผ่านมา เราซึ่งติดตามผลงานของ JYJ มาตลอดตั้งแต่ต้นจึงค่อนข้างรู้สึกคุ้นเคยกับเพลงของ JYJ พอสมควร การรีวิวอัลบั้มนี้จะพูดถึงทั้งผลงานใน Music Essay และเพลงใหม่อีก 4 เพลง รวมเป็นอัลบั้ม In Heaven และขอย้อนอดีตไปถึงผลงานเก่า ๆ ด้วยนะคะ (สั้น ๆ เขียนไม่เป็น ต้องยาวตลอด)

Music Essay และ In Heaven เป็นผลงานที่ JYJ มีส่วนร่วมในแทบทุกขั้นตอนการผลิต เป็นผลงานที่อยากให้เครดิตน้องทั้งสามเป็นพิเศษ ถึงแม้จะมีคนพูดถึงผลงานชุดนี้ว่าค่อนข้างแปลกและฟังยาก และยังมีจุดที่ไม่สมบูรณ์แบบอยู่บ้าง แต่เราเองฟังแล้วชอบความแปลกที่ทำให้อยากติดตามว่าเด็กทั้งสามคนนี้จะพัฒนาต่อไปได้อีกขนาดไหน

ความรู้สึกแบบนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นกับผลงานชุดแรก อัลบั้มญี่ปุ่น The… ซึ่งมีทีมงานระดับมืออาชีพของญี่ปุ่นซึ่งรู้จักและสามารถดึงศักยภาพของ JYJ ออกมาได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น The…จึงเป็นผลงานที่สมบูรณ์แบบด้วยฝีมือของทีมงานและความสามารถของนักร้อง เราชอบทุกเพลงในอัลบั้มนี้เพราะเป็นผลงานที่ดีมากจริง ๆ และน่าเสียดายที่เพลงในอัลบั้มได้แสดงสดเพียงแค่สองครั้งคือคอนเสิร์ต Thanks Giving in Tokyo Dome และคอนเสิร์ต A-Nation ปี 2010 เท่านั้น

สำหรับอัลบั้มสากลชุดแรกในชีวิตอย่าง The Beginning ได้โปรดิวเซอร์ที่มีชื่อเสียงระดับสากลมาดูแล ถึงจะมีจุดที่ยังไม่สมบูรณ์ในแง่ของสำเนียงและการใช้เสียงร้องที่แตกต่างจากปกติที่คุ้นเคยอยู่บ้าง แต่ก็ยอมรับว่าด้วยฝีมือของทีมงานมืออาชีพทำให้งานในส่วนนี้ออกมาดีและติดหูได้อย่าง Empty และ Be the one สำหรับ Ayyy Girl ก็แนวดี ส่วนเพลงที่ JYJ แแต่งทำนองกันเองนั้น ในแง่ของการร้อง เพลงของยูชอนจะทำออกมาได้ดีที่สุดเนื่องจากไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษา แต่ในด้านของดนตรีแล้วชอบทุกเพลง แต่ละเพลงมีลายเซนต์ของตัวเองที่แตกต่างและชัดเจน ถึงตอนนี้ก็รู้สึกดีใจที่น้องเริ่มก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ความดีใจที่ JYJ มีผลงานสากลหรือการมีทัวร์รอบโลกยังไม่มากเท่ากับความภูมิใจที่ JYJ พยายามทำงานเพลงของตัวเองออกมา

เมื่อ JYJ เดินทางมาถึง Music Essay ความรู้สึกชอบและชื่นชมก็ยิ่งมากเข้าไปใหญ่ ผลงานชุดนี้ไม่ใช่เพลงที่ทำออกมาเพื่อเกาะกระแสหรือสร้างเทรนด์ แต่เป็นงานที่ทำออกมาเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาผ่าน Music Essay ในส่วนของดนตรีทั้งหกเพลงนั้นราวกับพวกเขาใส่ทุกอย่างที่อยากทำ อยากทดลอง อยากบอกเล่าลงไป จึงให้ความรู้สึกที่แตกต่าง สด ใหม่ ตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยพลัง แต่กลับรวมอยู่ในอัลบั้มเดียวกันได้อย่างลงตัว แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ที่ฟังเพลง K-POP อาจจะไม่ชอบนักเพราะความที่แปลกและแตกต่างจากกระแสหลักอยู่เอาการ หรือไม่ก็อาจจะไม่รู้จักเพราะออกขายเป็นไดอารี่แถมซีดีเพลง ^^;  

ได้ฟังเพลงใหม่อีกสี่เพลงเป็นครั้งแรกในคอนเสิร์ต World tour รอบแรกที่ประเทศไทย รออยู่นานมากว่าเมื่อไหร่เพลงใหม่จะออกมาให้ฟังชัด ๆ ซักที จนในที่สุด JYJ ก็มีอัลบั้มเพลงภาษาเกาหลีอย่างเป็นทางการชุดแรก In Heaven ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ทำให้รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่น้องชายทั้งสามคนของพวกเราเติบโต เข้มแข็งจนก้าวมาได้ไกลและมั่นคงอีกก้าวหนึ่งด้วยฝีมือและความสามารถของตัวเอง

การรีวิวของเราครั้งนี้ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งเป็นเพียงคนฟังเพลงธรรมดาเท่านั้น ไม่ใช่นักวิจารณ์ดนตรีมืออาชีพแต่อย่างใด และนำมาเล่าสู่กันฟังตามเสียงกระซิบ (มอบหมายงาน) เช่นเดิม

ดังนั้นสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีสำหรับคนอื่น และสิ่งที่เราชอบ คนอื่นก็อาจไม่คิดแบบเดียวกัน เราฟังด้วยความรู้สึกชอบลักษณะเพลงของ JYJ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่นับการชอบนักร้องเป็นการส่วนตัวอีกต่างหาก ดังนั้นครั้งนี้อาจจะเป็นรีวิวด้วยรักและลำเอียง ^^;

1. Get Out  [Lyrics by: Kim Jaejoong, Park Yuchun | Composed by: Kim Jaejoong, Park Yuchun | Arranged by: Kim Jaejoong, Brian Kim, Yoo Seongmin]

ตั้งแต่ได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรกใน live รู้สึกว่าเป็นเพลงที่สนุกและติดหูมาก ๆ คนดูมีส่วนร่วมไปด้วยอย่างสนุกสนาน พอออกมาเต็ม ๆ พร้อม PV รู้สึกว่ามีการเรียบเรียงให้ลงตัวมากขึ้น เป็นเพลงที่มีองค์ประกอบของเพลงป็อบเกาหลีที่เป็นที่นิยมทั่วไป คือมีส่วน hook ในท่อนคอรัส ดังนั้นจึงมีจังหวะที่รู้สึกคุ้นเคยและติดหูง่าย ชอบเพลงนี้ตั้งแต่การเริ่มต้นเพลงด้วยดนตรีเบา ๆ พร้อมเสียงพูด และเริ่มเข้าสู่จังหวะที่สนุกสนานมากขึ้น ชอบการใช้เสียงของทั้งสามคนในเพลงนี้ทั้งการร้องปกติและการแอดลิป โดยส่วนตัวยังชอบเสียงต่ำของยูชอนที่เป็น background ให้กับเสียงร้องของจุนซูกับแจจุงและของตัวเองในท่อนสุดท้ายก่อนจบเพลง สำหรับ PV ก็ดูดีและเท่มากทั้งสามคน การออกแบบท่าเต้นของเพลงนี้สวย ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ดูเป็นท่าเต้นที่แข็งแรงและเท่ รู้สึกเหมือนอาจจะมีบางท่าที่ไม่เหมือนกับใน live บ้าง คงต้องกลับไปหาแฟนแคมเพลงนี้ดูอีกทีก่อน อันที่จริงแล้ว PV ไม่ได้เกี่ยวกับการร้องแต่ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นเวลาที่ได้ดูและฟังไปพร้อมกัน ส่วนใน live จะยิ่งมันกว่านี้ รวมทั้งจะไม่มีการเซ็นเซอร์คำที่เราก็รู้กันดีว่าต้องปาร์คยูชอนนี่แหละที่ตะโกนคำนี้ได้ชัดและสะใจมาก ๆ

 

2. In Heaven (Narr. Kim Jeongeun) [Lyrics by: Kim Jaejoong | Composed by: Kim Jaejoong | Arranged by: Kim Jaejoong, Bjd, Mds]

เป็นเพลงที่เฝ้ารอคอยที่จะได้ฟังเต็ม ๆ ชัด ๆ หลังจากที่ฟังและประทับใจอย่างที่สุดไปในคอนเสิร์ตครั้งแรก เป็นเพลงที่ทำให้รู้สึกว่า นี่แหละคือเพลงของพวกเขาและเพลงของพวกเราที่ไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้ ด้วยพื้นฐานการฝึกฝน acapella อย่างจริงจังมาเป็นเวลานานรวมกับเสียงของแต่ละคนซึ่งเป็นต้นทุนที่ติดตัวมาทำให้เพลงนี้ออกมาอย่างลงตัวและไร้ที่ติ ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงดนตรีที่ค่อย ๆ พีคขึ้นจนสุดและค่อยผ่อนลงในตอนจบ การดีไซน์การร้องและอารมณ์ของเพลง การประสานเสียงที่เต็มไปด้วยพลังและอารมณ์และความไพเราะในแบบที่พวกเขาเท่านั้นที่ทำได้ สำหรับแฟนเพลงอย่างเราแล้วการที่ได้ยินทั้งสามคนร้องเพลงลักษณะนี้อีกครั้งหลังจากที่เคยคิดว่าอาจจะไม่มีวันได้ยินเพลงแบบนี้อีกแล้วเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่าความดีใจ เหมือนได้รับสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก่อน ดังนั้นเพลงอื่นในอัลบั้มอาจจะเพราะและลงตัวกว่าเพลงนี้ แต่สำหรับความประทับใจในฐานะเพลงของ JYJ เรายกให้เพลงนี้เป็นอันดับหนึ่งสำหรับอัลบั้มนี้ ตัว PV เราก็ชอบมากเช่นกัน PV สวยมาก ดูมีเรื่องราว มีคุณค่าสมกับเพลงที่ดีขนาดนี้ นางเอกน่ารัก และพระเอกหล่อมากกกกกก

 

3. 낙엽 (Fallen Leaves) [Lyrics by: Kim Junsu | Composed by: Kim Junsu | Arranged by: Kim Junsu]

แค่ได้ยินโน้ตแรกก็คิดว่าเพลงนี้จุนซูต้องเป็นคนแต่งแน่นอน ฟังแล้วรู้สึกถึงบรรยากาศของมิวสิคัลที่แฝงอยู่ในเพลงบัลลาร์ด เป็นเพลงที่ฟังไม่ยากแต่ไพเราะและให้ความรู้สึกที่สวยงามทั้งเพลง ตั้งแต่ท่อนแรกที่ขึ้นมาถึงจะไม่รู้ความหมายมาก่อนเลยแต่รู้สึกได้ว่าเพลงนี้เศร้าแต่ก็เหมือนยังพยายามที่จะมีความหวังด้วยเช่นกัน พอรู้ความหมายเนื้อเพลงก็ยิ่งประทับใจ ส่วนตัวเราเองชอบเนื้อเพลงของจุนซูหลายเพลงทั้งที่แต่งเองและไม่ได้แต่ง เพราะรู้สึกถึงความตรงไปตรงมา ความคิดด้านบวกและความเข้มแข็งที่มีในเพลง ทั้ง I can soar หรือ Our Story ที่จุนซูเขียนใน Music Essay เพลง You’re และ Fallen Leaves เพลงนี้ แต่ท่อนที่รู้สึกว่าถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้มากที่สุดสำหรับเราคือท่อนที่จุนซูเป็นคนร้อง คงเพราะเป็นคนแต่งเองด้วยเลยทำให้สื่ออารมณ์ออกมาได้อย่างเต็มที่พร้อมกับเนื้อเพลงที่มีความหมายกินใจ เสียงประสานของทั้งสามคนไล่กันได้อย่างลงตัวทั้งเพลง ตั้งแต่ช่วงกลางเพลงที่มีเสียงกีตาร์ที่หลายคนอาจจะไม่ชอบ แต่สำหรับตัวเองแล้วรู้สึกว่าเป็นส่วนที่เพิ่มความน่าสนใจให้กับเพลงมากกว่าการใช้เฉพาะเครื่องดนตรีคลาสสิคที่จะให้ความรู้สึกของมิวสิคัลและอลังการมากเกินไปสำหรับเพลงนี้ เพราะจุนซูใส่การร้องแบบมิวสิคัลลงไปในเพลงด้วยแล้ว การจบเพลงด้วย refrain (การใช้ประโยคหรือวลีซ้ำ ๆ) คลอไปกับเสียงเปียโนยิ่งรู้สึกว่าเพลงนี้สมกับเป็นเพลงบัลลาร์ดมากจริง ๆ

4. 소년의 편지 (Boy’s Letter) [Lyrics: Kim Jaejoong | Composed by: Kim Hyungseok | Arranged by:  Kim Hyungseok, Yoo Seongmin]

เป็นอีกเพลงที่ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากเพราะมาก เริ่มต้นเพลงด้วยเครื่องสายและเปียโนเป็นหลัก ที่ชอบเพราะทำให้เพลงนี้ฟังสบายและรู้สึกถึงความไพเราะของเพลงจากการร้องในท่อนแรกและท่อนที่สอง ทั้งสามคนใช้ระดับเสียงและการร้องที่ฟังแล้วความรู้สึกเหมือนเพลงของนักร้อง Divo ช่วงที่เป็นจุดที่เด่นของเพลงคือช่วงที่เสียงเครื่องสายเด่นขึ้นต่อด้วยช่วงโซโลของดนตรีและแอดลิปของจุนซูและแจจุง และ bridge ท่อนสุดท้าย แต่รู้สึกติดตรงที่เสียงของแจจุงในท่อนนี้ที่ฟังดูเค้นเสียงตอนขึ้นสูงแต่ก็แค่นิดเดียวเท่านั้น คิดว่าอาจจะตั้งใจร้องให้ออกมาแบบนี้ตามอารมณ์ของเพลงมากกว่า เพลงนี้ไม่ได้ใช้การประสานแบบไล่ระดับเสียงขึ้นไปเหมือนเพลง In Heaven แต่ก็เพราะไปคนละแบบ ข้อดีหรือจะเรียกว่าข้อได้เปรียบอีกอย่างของ JYJ นอกจากจะมีประสบการณ์ในการร้องเพลงประสานเสียงมานานแล้ว คือการมีเรนจ์เสียงที่กว้างและแข็งแรงของแจจุง จุนซูที่มีทั้งเสียงที่เป็นเอกลักษณ์และเทคนิคในการร้องรวมทั้งเรนจ์เสียงที่กว้างและแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมด้วยประสบการณ์จากมิวสิคัล และยูชอนที่มีเสียงต่ำที่เป็นเอกลักษณ์มาก ๆ แต่สามารถขึ้นมาร้องเสียงกลางและใช้เสียงหลบได้สูง ทำให้สามารถดีไซน์การร้องประสานกันได้หลายแบบ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพลงบัลลาร์ดสามเพลงต่อกัน แต่ก็มีความไพเราะที่แตกต่างกันทั้งสามเพลง

 

5. Mission [Lyrics by: Zuno | Composed by: Kim Junsu | Arranged by: Kim Junsu]

ผลงานของสองพี่น้องตระกูลคิมที่ทำออกมาได้ mass มาก ฟังแล้วติดหู สามารถอยู่ในกระแสเพลงป็อปในตอนนี้ได้อย่างไม่อายใคร เพียงแต่ออกสื่อไม่ได้เพราะไม่ได้เซนเซอร์คำสำคัญแค่คำเดียวเท่านั้นเอง จุนซูเลือกใช้การให้จังหวะและเสียงสังเคราะห์มาประกอบมากกว่าจะใช้แทบทั้งเพลงอย่างที่กำลังนิยมอยู่ในตอนนี้ ฟังแล้วรู้สึกสนุกสนาน สับสน วุ่นวายปนกันไปหมดเหมือนกำลังอยู่ในเกม ซึ่งก็เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในการแต่งเพลงของจุนซู ถ้าดูพัฒนาการจาก My Page และ Xiahtic ยกเว้น Intoxication ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจุนซูที่แต่งเพลง R&B ออกมาได้อย่างมีคลาสมาก ๆ จนแม้แต่โปรดิวเซอร์ยังออกปากชม เพลงจังหวะสนุกและมีท่อนฮุคติดหูอย่าง …mission make it… คงต้องยกความดีให้คนแต่งเนื้ออย่างแฝดพี่ด้วย ส่วนท่อนแรพขอชมเพราะชอบการพูดภาษาอังกฤษด้วยเสียงต่ำของยูชอนอยู่แล้วและไม่เคยชอบการแรพที่บีบเสียงเลยไม่ว่าจะเป็นเสียงผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม ยูชอนแรพได้ชัดเจนโดยเฉพาะในประโยคสุดท้าย แล้วก็ชอบการขึ้นต้นและจบด้วยเสียงพูดของยูชอนด้วยดูเข้ากันได้ดีกับเพลง การแอดลิปในช่วงท้ายเพลงของแจจุงกับจุนซูก็ทำออกมาได้พอดี ไม่รกจนกลายเป็นเพลงพ่นไฟไป

 

6. I.D.S (I Deal Scenario) [Lyrics by: Kim Jaejoong | Composed by: Kim Jaejoong | Arranged by: Yang Junyoung]

เพลงนี้หลายคนคงทราบอยู่แล้วว่าแยกออกมาจากเพลง Pierrot เหมือนเพลงพี่เพลงน้อง จะได้ยินเสียงเปียโนเป็น background อยู่ด้านหลังที่จะเด่นขึ้นมาเป็นช่วง ๆ และการให้จังหวะเท่า ๆ กันของทั้งสองเพลง เสียงสังเคราะห์ที่ใช้อาจจะถือว่าเป็นเพลงแนว autotune ได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเลือกใช้ให้เป็นจะเพิ่มความน่าสนใจให้กับเพลง แต่ถ้าใช้ทั้งเพลงก็จะกลายเป็นรกและไร้จุดเด่นไปเลย เมื่อรวมกับการร้องของทั้งสามคนทำให้เพลงนี้มีความแตกต่างกันในแต่ละท่อนและให้ความรู้สึกที่เป็นสากลมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วงคอรัส …deal deal I deal my scenario… ชอบเพลงนี้เช่นกัน ฟังแล้วรู้สึกว่าเหมือนจะออกไปแนวเพลงทางฝั่งยุโรปมากกว่าฝั่งอเมริกาที่เป็นต้นแบบของเพลงเกาหลีปัจจุบัน แต่ถ้าทั้งเพลงยกให้ Pierrot รู้สึกว่าจะลงตัวดีกว่านิดหน่อย

 

7. Pierrot [Lyrics by: Kim Jaejoong | Composed by: Kim Jaejoong | Arranged by: Kim Jaejoong]

สำหรับเพลงที่เป็นจุดเริ่มต้นของเพลงด้านบนแต่เสียงเปียโนของเพลงนี้จะชัดกว่า ต้องขอชมว่าแจจุงสามารถทำเพลงออกมาได้หลากหลายแนวและทำออกมาได้ในระดับที่เรียกว่าดีและมีความน่าสนใจ รวมทั้งกล้าแต่งเพลงที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สังคม ซึ่งถ้าเทียบกับวัยและภาพลักษณ์ของความเป็นไอดอลแล้วก็คงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจพอสมควรสำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามงานของ JYJ

ทั้งสองเพลงถ้าฟังผ่าน ๆ อาจจะรู้สึกว่าค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่การร้องทำให้ออกมาแตกต่างกันพอสมควร ในแต่ละท่อนสามคนจะสลับกันเป็นเสียงกลางแล้วไล่ขึ้นสูงที่ไม่เหมือนกันเลย อย่างท่อนแรกสุดเป็นเสียงต่ำของจุนซูต่อด้วยยูชอน หลังท่อนเริ่มด้วยแจจุงก่อนต่อด้วยจุนซูแล้วมีเสียงสูงของยูชอนซ้อนอยู่ จุดเด่นอีกอย่างของเพลงนี้หรือจะเรียกว่าเอกลักษณ์ของเพลงของ JYJ คือการแอดลิปสลับกันไปมาของทั้งสามคนที่ใส่ได้อย่างพอเหมาะในแต่ละเพลงไม่ว่าจะเป็นเพลงช้าหรือเร็วโดยไม่ข่มเสียงร้องหรือดนตรีเลยซึ่งช่วยทำให้เพลงมีมิติมากขึ้น เนื้อหาของเพลงแจจุงบอกว่าเป็นการวิจารณ์สังคมและถูกแบนด้วยการตีความไปเองของทางสถานี ดังนั้นคงต้องไปฟังใน live ที่ดึงให้เสียงสูงขึ้นไปพีคแล้วลงมา bye bye bye ที่จะกระแทกเสียงได้หนักกว่านี้ และประโยคของยูชอนซึ่งเป็นการสรุปเนื้อหาของเพลงนี้ได้ดีที่สุด (เพลงนี้เคยแปลไว้แล้วนะคะ ถ้าสนใจเชิญหาอ่านได้ในบลอกค่ะ)

 

8. You’Re [Lyrics by: Kim Junsu | Composed by: Kim Hyungseokg | Arranged by: Yoo Seongmin]

เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงหนึ่งที่ฟังแล้วจะรู้สึกคุ้นเคยเหมือนของบอยแบนด์ในช่วงยุคต้น ๆ ของเกาหลี เป็นเพลงที่ออกแนวสดใส สนุกสนาน อารมณ์ดี เพลงนี้เป็นเพลงจังหวะกลาง ๆ ที่ร้องแบบสบาย ๆ ไม่ได้ใช้เทคนิคในการร้องมากมาย แต่ก็แอบมีแอดลิปบ้างเล็กน้อยตามความเคยชินของคนร้อง ท่อนแรกของเพลงที่แจจุงขึ้นมาฟังแล้วอบอุ่นมาก ตั้งแต่ท่อนที่สองและท่อนแรพจะคุ้นมาก ฟังแล้วจะรู้สึกเหมือนกับจะร้องตามได้เพราะมี hook ที่ติดหูในช่วงคอรัส ด้วยเสียงและการร้องของทั้งสามคนทำให้เพลงที่ค่อนข้างเรียบง่ายนี้เพราะขึ้นมาอีกเท่าตัว  และฟังได้เรื่อย ๆ บวกกับเนื้อเพลงที่จุนซูแต่งซึ่งก็ต้องลำเอียงหน่อยเพราะชอบความหมายของเพลงอยู่แล้ว ทั้งที่เนื้อเพลงจะมีความหมายไปในทางซาบซึ้งมากกว่าสนุกสนาน แต่ทำนองและเสียงร้องเพลงนี้เราสามารถเปิดฟังวนไปได้เรื่อย ๆ ฟังแล้วก็อารมณ์ดีไปทั้งวัน

 

9. Nine [Lyrics by: Kim Jaejoong | Composed by: Kim Jaejoong | Arranged by: Kim Jaejoong]

เป็นเพลงที่ฟังเรื่อย ๆ ไปจนจบเพลง เพียงแต่รู้สึกว่าดนตรีค่อนข้างยืดและวนลูปมากไปนิด ซึ่งคงเป็นความตั้งใจของแจจุงที่จะทำให้เพลงนี้เรียบง่ายที่สุด ทั้งคอร์ดและฟอร์มหลักของเพลงที่มีแค่ verse/chorus/bridge ส่วนของดนตรีไม่มีจุดพีคแต่จะไปอยู่ที่การร้อง ด้วยเสียงของทั้งสามคนและการร้องทำให้เพลงนี้ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ ยูชอนขึ้นต้นด้วยเสียงที่ต่ำมาก ๆ อาจจะเป็นความตั้งใจ ก็เลยทำให้รู้สึกเสียงต่อมาสูงไปนิดทั้งที่เป็นระดับเสียงปกติของแจจุง แต่หลังจากนั้นก็กลมกลืนเข้ากันได้ดีจนจบเพลง การประสานเสียงของเพลงนี้ช่วยให้สามารถฟังไปเรื่อย ๆ ได้จนจบเพลง  โดยเฉพาะท่อนแยก หรือ bridge ที่ไล่เสียงจากจุนซู ยูชอน แจจุงแล้วขึ้นสูงซึ่งเป็นจุดเด่นของเพลง แต่ตอนจบห้วนไปนิด

10. 이름 없는 노래 PART 1 [Lyrics by: Park Yuchun | Composed by: Park Yuchun | Arranged by: Park Yuchun]

เป็นแรพ 8 นาทีที่ให้ความรู้สึกของเพลงแรพจริง ๆ เสียงดนตรี background ใช้จังหวะง่าย ๆ แต่มีหนักเบาและใส่รายละเอียดตั้งแต่เริ่มต้นเพลงด้วยเสียงร้อง ที่สำคัญเสียงของจุนซูกับแจจุงเข้ากับเพลงแรพได้อย่างไม่น่าเชื่อและช่วยให้เพลงนี้น่าฟังมากขึ้นไปอีก การร้องที่สลับกันเป็นเสียงหลักและคอรัสของแจจุงกับจุนซูทำออกมาได้น่าสนใจมาก รวมทั้งประโยคจากเรื่องโมสาร์ทที่เพิ่มเข้าไปตอนท้ายของเพลง ถ้ามีแค่แรพอย่างเดียวทั้งเพลงก็คงไม่น่าสนใจมากพอที่จะฟังได้จนจบเพลงหลาย ๆ รอบ และที่สำคัญที่สุด… แจจุงเลือกเสียงและลักษณะการแรพที่เข้ากับตัวเองได้แล้ว ในเพลงนี้แจจุงสามารถแรพได้ดีกว่าที่คาดไว้เยอะมาก ถ้าเทียบกับการแรพครั้งแรกใน wrong nunber  และพัฒนาดีขั้นใน been so long และลงตัวมากขึ้นในเพลงนี้

เคยอ่านเจอว่าต้นกำเนิดของเพลงแรพคือการระบายความรู้สึกหรือบอกเล่าเรื่องราวที่ถูกกดดันออกมาผ่านทางบทเพลงของคนผิวสีและกลายเป็นหนึ่งในแนวเพลงที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน แต่ถูกนำมาใช้บอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันไปซึ่งอาจไม่ใช่การระบายความรู้สึกที่ถูกกดขี่เช่นเดิม

ความรู้สึกของเราที่มีต่อเพลงนี้คือ ยูชอนเขียนและร้องเพลงแรพในความหมายที่แท้จริง ดังนั้นยูชอนจึงสามารถถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกที่ถูกกดดันของตัวเองออกมาและใส่อารมณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ จนระเบิดออกมาที่ “Ure JYJ” ทำให้เราที่ถึงแม้ว่าจะรู้ความหมายของเพลงอยู่แล้วแต่ไม่ใช่ภาษาที่จะเข้าใจทันทีที่ฟัง กลับรับรู้ได้ว่ายูชอนต้องการบอกอะไรในเพลงนี้ในตอนที่เราได้ฟังการร้องสดครั้งแรก ยูชอนจะใส่อารมณ์ลงไปในการร้องสดมากกว่าเวอร์ชั่น CD ที่จำเป็นต้องเซนเซอร์กันแทบทุกประโยค จนแอบห่วงไม่ได้ว่าจะไหวรึเปล่า ต้องการออกซิเจนเตรียมไว้ระหว่างแรพไหม แต่ก็โล่งใจเมื่อเห็นมีโซฟาให้ยูชอนได้พักนอนแรพไประหว่างทาง ^^;

 

การฟังเพลงนั้นมีหลายแบบไม่ว่าจะ ฟังด้วยตา ฟังด้วยหู หรือฟังด้วยใจ สำหรับเราแล้วเพลงภาษาต่างประเทศที่ไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ทันทีนั้น การที่จะฟังได้อย่างเพลิดเพลินและฟังได้เรื่อย ๆ จะขึ้นอยู่กับภาพรวมของเพลงและดนตรีมากกว่าภาษาหรือการเข้าใจความหมาย ถ้าฟังแล้วรู้สึกชอบถึงแม้จะไม่เข้าใจความหมายแต่ก็จะสามารถหยิบมาฟังได้ตลอด ความหมายของเพลงและได้ฟังการร้องสดอาจจะทำให้เราอินกับเพลงมากขึ้น แต่เพราะชอบจึงที่ทำให้สามารถฟังเพลงของ JYJ ได้เรื่อย ๆ โดยไม่เบื่อและกลายเป็นเพลงโปรด สรุปคือชอบหมด จะว่าลำเอียงก็อาจจะใช่ เพลงในอัลบั้มถึงแม้อาจจะไม่ดีที่สุดในความเห็นของคนอื่น เพราะความชอบของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่สำหรับเราแล้วเพลงในอัลบั้มนี้ทุกเพลง เราฟังแล้วชอบจริง ๆ และยิ่งรู้สึกภูมิใจและดีใจกับ JYJ มากขึ้นไปอีกที่ได้เห็นชื่อของทั้งสามคนนี้อยู่ตรงโน้นตรงนี้เต็มไปหมดตามเครดิตต่าง ๆ ในปกอัลบั้ม

สำหรับเรา JYJ ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด ดังที่สุด เก่งที่สุด แต่ชื่นชมและภาคภูมิใจในตัวพวกเขามากที่สุดค่ะ

 

 

Advertisements

4 thoughts on “[Review] JYJ : In Heaven

  1. อยากจะบอกว่าเราไม่มีอัลบัมนี้ค่ะ หาซื้อไม่ได้ ฝากใครซื้อก็ไม่ได้ ไม่ทราบว่าพอมีแบ่งปันบ้างหรือเปล่าค่ะ

    • เราก็ฝากคนอื่นเค้าหามาอีกทีเหมือนกันค่ะ
      แต่จะลองถาม ๆ ให้นะคะ
      ถ้าเป็นตอนนี้ลอตแรกปกสามสีคิดว่าน่าจะไม่เหลือแล้วนะคะ
      ลอตสองที่เป็นปกดำก็ไม่แน่อีกเหมือนกัน
      ส่วนปกแดง special editon ล่าสุดก็ได้ข่าวว่าหายากพอควร
      โหลดมาฟังรอไปพลาง ๆ ก่อนละกันนะคะ

  2. ขอบคุณมากๆค่ะ สำหรับการรีวิวที่ไม่ต้องอะไรมากมาย
    แต่เพราะแค่ชอบในเสียงเพลงก็ทำให้การฟังเพลงของแต่ละคนมีความหมายแล้วละเนอะ
    ยิ่งเป็นนักร้องที่ชอบเป็นการส่วนตัว ยิ่งทำให้การฟังเพลงเป็นอะไรที่ภูมิใจมากๆตามไปด้วย
    ส่วนตัวแล้วก็คงเหมือนคนรีวิวค่ะ เวลาฟังเพลงที่ไม่ใช่ภาษาของเราเอง
    บางทีไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ว่าเพลงนั้นมีเนื้อหาอะไร เพราะที่ชอบฟังเพลงนั้นๆ
    แรกๆก็เพราะดนตรีและลักษณะการร้องของนักร้องที่ร้องเพลงนั้นๆนั่นแหละ…ฮ่าๆๆๆ
    นึกว่าจะมีแต่เราคนเดียวซะอีกที่จะมีลักษณะแปลกๆแบบนี้
    เพราะเคยมีเพื่อนบางคนชอบถามว่า เพลงที่ฟังนะรู้เหรอว่าเขาร้องว่าอะไร
    แต่ที่ตอบไปก็แค่ว่า ไม่รู้หรอก ชอบดนตรีก็แค่นั้น หลังจากนั้นค่อยว่ากันว่าจะขวนขวาย
    หาความหมายเนื้อร้องหรือเปล่า…

  3. เมื่อเราฟังอบ่างไม่รู้ความหมาย เราจะได้รายละเอียด
    ชอบทั้งสามคนนี้ ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าเพลงประกอบหนัง skk ใครร้อง แล้วเพลงหมายความว่าอะไร แต่เมโลดี้ และเสียงร้อง เพราะติดหูจริงๆ โดยเฉพาะเสียงจุนซู ฟังแล้วอยากเห็นหน้าทันที คนอะไรตั้งใจร้องทุกคำ ยิ่งได้ติดตามเรื่องราว ยิ่งน่าประทับใจในตัวตนของพวกเขา ไปๆมาๆมาตกหลุมรักมิกกี้ได้ไงก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ชอบการร้องของจุนซู ชอบเสียงสวยๆของแจจุง แต่หลงเสน่ห์มิกกี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s