[Trans] Summary of the Court’s Judgment on SME’s cases : คำตัดสินของศาลในกรณี SME สาระโดยสรุป

Summary of the Court’s Judgment on SME’s cases

Posted on February 23, 2011 by dctvxqgall


ในเบื้องต้น เราจับประเด็นหลักบางข้อจากคำตัดสินของศาลออกมา สำหรับคุณผู้ซึ่งหวั่นเกรงกับเอกสารฉบับเต็มอันยาวเหยียด สิ่งนี้อาจจะตอบคำถามบางคำถามที่ “คนทั่วไป” สงสัยเกี่ยวกับเรื่องคดีความ คำตอบของผู้พิพากษาถูกยกอ้างอย่างตรงไปตรงมาตามคำแปลคำตัดสินของศาลอ้างอิงจากต้นฉบับของ DNBN (เกี่ยวกับคำคัดค้านของ SM) ส่วนคำตัดสินที่สอง (สำหรับการยื่นขอความคุ้มครองให้ยุติสัญญาชั่วคราว) ไม่สามารถหาคำแปลฉบับภาษาอังกฤษมาได้ ดังนั้นเรา (T/N : ผู้แปลภาษาอังกฤษ) จึงทำการแปลเอง

Seoul Central District Court’s Judgment on SM’s Objection to Judgment for Injunctive
Relief – Summarized

คำตัดสินของศาลกรุงโซลคดี SM ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำตัดสินของศาลเพื่อให้หลุดพ้นจากคำสั่ง
ห้ามของศาล – สาระโดยสรุป

<คำตัดสินของศาลโดยสรุป>
– “คำตัดสินสำหรับการขอหลุดพ้นจากคำสั่งห้ามของศาลที่ตัดสินโดยศาลนี้ในวันที่ 27 ตุลาคม 2009 … ให้ยืนยันตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น”
– “ลูกหนี้ [SM] จะต้องรับผิดชอบในการยื่นคัดค้านนี้” (T/N : ไม่แน่ใจ แต่อาจตีความได้ว่า  SM
ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการยื่นคัดค้านครั้งนี้ หรือต้องจ่ายเงินชดใช้ให้เจ้าหนี้ หรือต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล)
(หมายเหตุ : ในคำตัดสินของศาล เจ้าหนี้ หมายถึง คิมแจจุง ปาร์คยูชอน และคิมจุนซู
ลูกหนี้ หมายถึง SM)

1. สาระสำคัญข้อใดของสัญญาที่ไม่เป็นธรรม นอกจากเรื่องสัญญาระยะเวลา 13 ปี
คำพิพากษากล่าวว่า :
“ไม่ใช่เพียงเพราะเหตุความยาวนานของสัญญาปัจจุบันที่กินเวลาถึง 13 ปี จะทำให้คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวออกมาเป็นโมฆะ หากแต่พิจารณาร่วมกับข้อกำหนดมากมายที่บังคับใช้อย่างเข้มงวด (subjugation) โดยบริษัทลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ จึงเป็นสาเหตุให้ยุติการทารุณที่มากเกินไปต่อความเป็นมนุษย์และเสรีภาพของเจ้าหนี้
– “ตามเนื้อหาสัญญาปัจจุบัน เจ้าหนี้ไม่มีความสามารถที่จะทำสัญญาของตนเองหรือทำข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของพวกเขาเองได้ และถูกผูกพันให้ต้องรับและปฏิบัติตามคำสั่งจากบริษัทลูกหนี้เท่านั้น ไม่เพียงแต่การปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์หรือในการแสดงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกิจกรรมใดๆ ทุกกิจกรรมในวงการบันเทิง ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่กล่าวถึงข้างต้น ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ในรูปแบบที่มอบความไว้วางใจให้บริษัทลูกหนี้มีอำนาจเต็มในการจัดการตารางงาน เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเชื่อฟังโดยไม่มีการกำหนดจำนวนชั่วโมงการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการแสดง การออกรายการ และข้อตกลงในตารางงานทั้งหมดจะเป็นการตัดสินใจเพียงข้างเดียวของบริษัทลูกหนี้เช่นเดียวกัน… สัญญาอยู่ในรูปแบบของสัญญาปัจจุบันซึ่งศิลปินไม่มีสิทธิตัดสินใจด้วยตนเองในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในวงการบันเทิงของเขา และถูกบังคับให้ต้องเชื่อฟังคำสั่งเพียงฝ่ายเดียวจากบริษัทต้นสังกัดนั้นสามารถจัดเป็น “สัญญาที่ไม่เป็นธรรม(subjugating contract)
(T/N: ไม่สามารถหาคำแปลตรงตัวของสัญญาในรูปแบบนี้ในภาษาไทยได้ เนื่องจากความรู้ทางกฎหมายของผู้แปลมีจำกัด แต่ในประเทศไทยจะกล่าวถึงสัญญาในลักษณะนี้โดยรวมว่า “สัญญาที่ไม่เป็นธรรม” ซึ่งทางผู้แปลอ้างอิงจากลักษณะของข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 >Link<)
– มีข้อสัญญาที่ให้บริษัทมีอำนาจเหนือกว่ามากยิ่งขึ้น “… บริษัทมีอำนาจในการบริหารการตัดสินใจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในวงการบันเทิงของเจ้าหนี้และตารางงาน … ซึ่งเจ้าหนี้จะต้องทำงานที่ตัดสินใจโดยผ่านการพิจารณาจากบริษัทลูกหนี้อย่างขยันขันแข็ง… และบริษัทลูกหนี้สามารถใช้เป็นหลักในการถือสิทธิเข้ามาควบคุมและดูแลทุกการเคลื่อนไหวของเจ้าหนี้ซึ่งเป็นการห้ามเจ้าหนี้ไม่ให้กระทำการใดได้โดยอิสระ”
– “นอกเหนือจากนั้น ในสัญญาปัจจุบัน เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอสิ้นสุดสัญญาอันเนื่องมาจากบริษัทลูกหนี้ทำการละเมิดสัญญา แต่ถ้าหากเจ้าหนี้เป็นฝ่ายละเมิดสัญญาแล้ว พวกเขาจะต้องชดใช้โดยจ่ายค่าเสียหายมหาศาลเป็นจำนวนเท่ากับสามเท่าของเงินที่ลงทุนไปทั้งหมด และสองเท่าของค่าเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่ยังคงเหลือของสัญญา ซึ่งข้อกำหนดเรื่องค่าชดเชยความเสียหายนี้ถือเป็นการสกัดกั้นไม่ให้เจ้าหนี้หลุดพ้นจากสัญญาที่ทำกับบริษัทลูกหนี้ภายในระยะเวลา 13 ปีอย่างสมบูรณ์ และยังเป็นการส่งเสริมการกดขี่ด้วยอำนาจที่เหนือกว่าจากข้อกำหนดอื่นๆ อีกมากตามที่ได้ตรวจสอบมาแล้วในข้างต้น และพร้อมกันนั้นยังจัดว่าเป็นการเสียเปรียบเพียงฝ่ายเดียวของเจ้าหนี้อีกด้วย

2. เหตุใดสัญญา 13 ปีจึงเป็นปัญหา ?
คำพิพากษากล่าวว่า :
– “… ระยะเวลาในสัญญาปัจจุบันคือ 13 ปี ซึ่งเกินกว่าระยะเวลามากที่สุดในการทำสัญญาจ้างงานหรือสัญญาว่าจ้างแรงงานโดยเกินกว่า 10 ปี ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น [3 ปีหรือ 1 ปี] ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังไม่มีกระบวนการใดที่ให้สิทธิเจ้าหนี้ในการแก้ไขสัญญาในระหว่างช่วงเวลานั้นตามความประสงค์ของพวกเขาอีกด้วย ดังที่ได้แสดงให้เห็นข้างต้น ทั้งตัวสัญญาปัจจุบันและระยะเวลาที่ยาวนานมาก หรือแม้แต่จะพิจารณาถึงความแตกต่างระหว่างสัญญาผูกขาดและสัญญาจ้างงานหรือสัญญาว่าจ้างแรงงานก็ตาม พบว่าต่ำกว่าระดับต่ำสุดของความเป็นเหตุเป็นผลที่ยอมรับได้และส่งผลให้เจ้าหนี้เป็นผู้เสียเปรียบเพียงฝ่ายเดียว
– “ตามบันทึกและการฟังการไต่สวนคดีมาโดยตลอดแล้ว สำหรับผู้ที่ถูกเรียกว่า “ดาราไอดอล” เช่นเจ้าหนี้ซึ่งมีฐานแฟนกลุ่มวัยรุ่นเป็นหลัก การรักษาความนิยมของพวกเขาให้คงอยู่จนถึงวัยสามสิบดูจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก”
– “สำหรับศิลปินแล้วจำต้องปฏิบัติตามตารางที่บริษัทกำหนดไว้ ถึงแม้ว่ารายได้จากการทำงานในวงการบันเทิงจะต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ก็ตาม ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะสามารถหารายได้จากกิจกรรมอื่น… ระยะเวลาที่คนหนึ่งจะสามารถทำงานในฐานะศิลปิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมอย่างสูงนั้นค่อนข้างสั้น… เมื่อมองสะท้อนความเป็นจริงข้างต้น สัญญาไม่เป็นธรรมระยะยาวนั้นเอาสิ่งเหล่านี้ไปจากศิลปิน ทั้งโอกาสที่จะได้รับรางวัลจากความสามารถเฉพาะตัวอันโดดเด่นและความมุมานะอย่างไม่สิ้นสุดที่เขาได้ทุ่มเทไปจนกระทั่งประสบความสำเร็จในวงการ และดำเนินไปโดยมีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงทั้งหมดนั้นไม่ต่างอะไรจากสัญญาตลอดชีวิต
– “จากการรวบรวมข้อพิจารณาต่างๆ ข้างต้นเข้าด้วยกัน ในกรณีของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเช่นในกรณีนี้ ซึ่งบริษัทสามารถควบคุมการทำงานของศิลปินอย่างสมบูรณ์ จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดระยะเวลาของสัญญาให้อยู่ในช่วงเวลาที่สมเหตุสมผล เพื่อปกป้องความเป็นมนุษย์ของศิลปินและเสรีภาพในการประกอบอาชีพและเพื่อลดผลกระทบจาก (การถูกบังคับให้แสดง) กิจกรรมที่ขัดต่อความประสงค์ของเขา โดยอนุญาตให้เขามีโอกาสได้เลือกในสิ่งที่ต้องการเพื่อต่อสัญญาเมื่อระยะเวลาของสัญญาผ่านไป

[T/N: แปลจากต้นฉบับตรงนี้แล้วยังไม่ค่อยเข้าใจระยะเวลาของสัญญาที่กล่าวถึง ทางเราเองจึงย้อนกลับไปดูคำแปลฉบับเต็ม ซึ่งมีคำอธิบายทำให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่า ตามกฎหมายเกาหลีแล้ว สัญญาจ้างงาน (Employment contract) กำหนดให้ทำสัญญาได้สูงสุด 3 ปีและสัญญาว่าจ้างแรงงาน (Labour contract) ทำสัญญาได้ครั้งละ 1 ปี แล้วให้ต่อสัญญา เพื่อให้สาระสำคัญของสัญญาสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ยกเว้นว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่ามีความจำเป็นต้องทำสัญญาด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่าที่กำหนดไว้คือมากกว่า 3 และ 1 ปี อย่างเช่นของ JYJ ทั้งสามคนที่เซ็นครั้งแรก 10 ปีโดยประมาณและการแก้ไขสัญญาครั้งที่ 2 ปรับเป็น 13 ปีทั้งสามคน… แต่กฎหมายยังกำหนดไว้ว่า ถ้าหากผ่านระยะเวลา 3 ปีไปแล้วมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพิจารณาแล้วว่าต้องการยกเลิกสัญญาที่เหลืออยู่ สามารถทำได้โดยแจ้งความจำนงไปยังคู่สัญญา และ 3 เดือนนับจากวันที่คู่สัญญาได้รับการแจ้งความจำนง ให้ถือว่าสัญญานั้นสิ้นสุดลง…
ดังนั้นถ้าจะสรุปตามความเข้าใจของเราเอง ก็น่าจะประมาณว่า JYJ ทั้งสามคนมีสิทธิยื่นขอยุติสัญญา 13 ปีได้ตั้งแต่หลังทำสัญญาครั้งแรกไปแล้ว 3 ปี แต่ทั้งสามคนทำเพียงแค่ขอแก้ไขสัญญาซึ่งมีการแก้ไขทั้งหมด 5 ครั้งตามที่ SM อ้างไว้ ดังนั้นการขอยุติสัญญาหลังจากที่ทำไปแล้ว 5 ปี 9 เดือน จึงกระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และจะมีผลหลังจากที่ SM ได้รับแจ้งจาก JYJ แล้ว 3 เดือน ซึ่งถ้าเราจะนับว่า SM ได้รับการแจ้งให้ทราบอย่างช้าที่สุดคือวันที่ยื่นฟ้องร้องคือปลายเดือนกรกฎาคม 2009 ก็น่าจะหมายความว่าสัญญาของ JYJ ที่ทำกับ SM สิ้นสุดลงตามกฎหมายดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2009 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ JYJ สามารถทำงานในวงการบันเทิงได้โดยไม่ขึ้นกับ SM นั่นเอง]

3. เป็นความจริงหรือไม่ที่ระยะเวลายาวนานของสัญญาไม่ได้มีส่วนช่วยในด้านการพิจารณา
ความเสี่ยงในการลงทุนของบริษัทและการทำกิจกรรมในต่างประเทศของศิลปิน ?
คำพิพากษากล่าวว่า :
– “คงไม่สามารถปฏิเสธได้ ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วการสร้างศิลปินใหม่ขึ้นมาจะมีค่าใช้จ่ายและใช้เวลาอย่างมาก ในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้มีศิลปินที่จะสร้างความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ได้ในท้ายที่สุดเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก และเพราะเหตุนี้เอง เพื่อให้บริษัทบันเทิงสามารถอยู่รอดได้ในฐานะขององค์กรเพื่อแสวงหาผลกำไร จึงจำเป็นต้องได้รับผลประโยชน์จากศิลปินที่ประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่คนซึ่งจะต้องมากกว่าเพื่อเป็นการชดเชยกับค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปกับศิลปินที่ไม่ประสบความสำเร็จ  อย่างไรก็ตามไม่ใช่กรณีที่จะนำความจำเป็นข้างต้นของบริษัทบันเทิงในการทำสัญญาผูกขาดแต่เพียงฝ่ายเดียวมาเป็นเหตุผล เพื่อลดทอนความจำเป็นในการจำกัดระยะเวลาของสัญญาให้อยู่ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อเป็นการประกันเสรีภาพขั้นต่ำสุดของศิลปินซึ่งเป็นอีกฝ่ายหนึ่ง และเพื่อป้องกันการบังคับใช้งานอย่างโหดร้ายและสิ่งที่คล้ายคลึงกัน”
– “สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงในการลงทุนกับศิลปินนั้น พวกเขาจะต้องแก้ปัญหาโดยการพัฒนาศักยภาพของบริษัทบันเทิงหรือใช้ความพยายามในการปฏิรูปตัวเอง เช่นลดค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นลงทุนที่บริษัทบันเทิงต้องเป็นผู้รับภาระด้วยตนเอง และเพิ่มการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ… การแก้ปัญหาเหล่านี้จะต้องไม่ใช่การพยายามใช้วิธีการใดก็ตามที่ต้องแลกเปลี่ยนด้วยอิสรภาพของศิลปินแต่ละคนหรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน และยังเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับกฎหมาย/นโยบายสาธารณะอีกด้วย”
– “การเตรียมการของบริษัทบันเทิงในการนำศิลปินเข้าสู่ตลาดต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน ในท้ายที่สุดแล้วก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการแสวงหาผลกำไรจากการลงทุนให้มากที่สุด ดังนั้นจะต้องดำเนินไปในแนวทางที่ไม่บีบบังคับให้ศิลปินต้องเสียสละอิสรภาพของตนเอง

4. พวกเขาเซ็นสัญญาด้วยความสมัครใจและตรวจสอบเนื้อหาในสัญญาไปแล้วใช่หรือไม่
และพวกเขาไม่สามารถทบทวนสัญญาใหม่ในขณะที่พวกเขาได้รับความนิยมได้ ?
คำพิพากษากล่าวว่า :
– “ตามบันทึกและการไต่สวนคดีในเบื้องต้น ขณะที่เริ่มต้นทำสัญญาผูกขาดกับบริษัทลูกหนี้ บรรดาเจ้าหนี้ [คิมแจจุง คิมจุนซู ปาร์คยูชอน] เป็นผู้ที่ยังไม่มีชื่อเสียงเป็นที่จดจำซึ่งมีเพียงความหวังที่จะได้เป็นศิลปินอย่างเดียวเท่านั้น ในทางตรงข้าม บริษัทลูกหนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทบันเทิงขนาดใหญ่และมีอำนาจในการควบคุมตลาดธุรกิจบันเทิง และรูปแบบของสัญญาผูกขาดระหว่างเจ้าหนี้และบริษัทลูกหนี้นั้นเป็นรูปแบบพื้นฐานตั้งแต่ต้น ซึ่งเตรียมขึ้นล่วงหน้าโดยบริษัทลูกหนี้เพื่อทำสัญญากับศิลปินจำนวนมากที่มาพร้อมความหวัง จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้พบความจริงว่าลูกหนี้เพียงแต่เซ็นสัญญาผูกขาดตามรูปแบบที่เสนอโดยบริษัทลูกหนี้เท่านั้น และไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเนื้อหาของสัญญาโดยการเจรจาต่อรองกับบริษัทลูกหนี้หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกันแต่อย่างใด
– “ความจริงเรื่องความโด่งดังของเจ้าหนี้และอิทธิพลของพวกเขาในวงการบันเทิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่พวกเขาเปิดตัวเป็นศิลปิน… [อย่างไรก็ตาม] หากเจ้าหนี้ต้องการลดระยะเวลาของสัญญาในช่วงเวลานั้น พวกเขาต้องเข้าสู่การขอแก้ไขสัญญาเนื่องจากสัญญาที่มีอยู่ยังไม่สิ้นสุด บริษัทลูกหนี้สามารถคงระยะเวลาของสัญญาที่มีอยู่ไว้เช่นเดิมโดยไม่ยอมรับความต้องการของเจ้าหนี้ และเหล่าเจ้าหนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับผลลัพธ์ข้อนี้ ถ้าหากลูกหนี้ไม่มีความคิดที่จะเมตตาลดระยะเวลาให้ ดังนั้นเหล่าเจ้าหนี้และบริษัทลูกหนี้จึงไม่สามารถเจรจากันได้ในความหมายที่แท้จริง… ในตอนท้าย ถึงแม้จะกล่าวว่ามีการแก้ไขสัญญาในครั้งที่ 2 จนถึงครั้งที่ 5 หลังจากที่ลูกหนี้สร้างชื่อเสียงในฐานะศิลปินได้แล้วก็ตาม แต่พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนสถานะที่สูงขึ้นของตนเองให้กลายเป็นอำนาจต่อรองที่มากขึ้นได้เลย ดังนั้นข้อโต้แย้งของบริษัทลูกหนี้ว่าข้อบกพร่องของสัญญาซึ่งเกิดขึ้นจากความแตกต่างระหว่างอำนาจการต่อรองของเจ้าหนี้และบริษัทลูกหนี้นั้นได้รับการแก้ไขภายหลังจากการแก้ไขสัญญา
ครั้งที่ 2 ถึง 5 นั้นจึงฟังไม่ขึ้น/ไม่เป็นที่ยอมรับ”

5. ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเพิ่งยื่นขอปฏิเสธสัญญาในตอนนี้หลังจากผ่านมาหลายปีแล้ว
คำพิพากษากล่าวว่า :
– “ดูเหมือนว่าอย่างไรก็ตามเจ้าหนี้ทั้งหมด [คิมแจจุง ปาร์คยูชอน คิมจุนซู] ในขณะที่อายุน้อยและยังไม่บรรลุนิติภาวะกับความหวังว่าพวกเขาจะกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง ได้เซ็นแบบฟอร์มสัญญาที่เสนอให้โดยบริษัทลูกหนี้โดยปราศจากการตรวจสอบลงลึกถึงผลกระทบของสัญญาปัจจุบันที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขา ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะให้เจ้าหนี้ผู้ซึ่งแสดงให้เห็นในข้างต้นแล้วว่าไร้ซึ่งประสบการณ์จริงใดๆ ต้องรับภาระกับความผิดพลาดจากการต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการกฎหมายในทันที แน่นอนว่าในกรณีนี้ผู้ปกครองซึ่งในเวลานั้นเป็นตัวแทนตามกฎหมายของลูกหนี้ไปกับพวกเขาด้วย แต่ผู้ปกครองก็เป็นบุคคลภายนอกที่ไม่คุ้นเคยกับอุตสาหกรรมวงการบันเทิงและสัญญาผูกขาดแต่อย่างใด
– “ยิ่งไปกว่านั้น ตามบันทึก เจ้าหนี้ได้เรียนรู้สิ่งที่พวกเขาต้องทราบเกี่ยวกับกิจกรรมในวงการบันเทิงส่วนใหญ่จากบริษัทลูกหนี้ ตั้งแต่ต้นต่อเนื่องมานับแต่พวกเขายังเด็ก จนกลายเป็นความคุ้นเคยกับชีวิตที่ต้องเกี่ยวข้องกับคำสั่งและการควบคุมดูแลของบริษัทลูกหนี้ ดังนั้นจะพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะก่อปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาปัจจุบันที่มีกับบริษัทลูกหนี้ขึ้น ซึ่งความประสงค์ที่แท้จริงทั้งหมดเพื่อการดำรงชีวิตพื้นฐานของพวกเขา แม้แต่หลังจากที่พวกเขาเปิดตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมวงการบันเทิงแล้วก็ตาม
– “พวกเราเชื่อจากการพิจารณาคำโต้แย้งว่า เพื่อการเป็นศิลปินแล้ว ลูกหนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการทำสัญญาตามข้อเรียกร้องของบริษัทลูกหนี้ และในขณะนั้นพวกเขาเองไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาของสัญญาปัจจุบันเป็นพิเศษในตอนเริ่มต้น จากขั้นตอนของการปฏิบัติตามสัญญาเป็นระยะเวลานาน พวกเขาเริ่มตระหนักทีละน้อยถึงปัญหาของมันดังนั้นจึงเข้าสู่การแสวงหาหนทางปฏิบัติตามกฎหมาย”
– “เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่จะดูจากระยะเวลาระหว่างวันออกอัลบั้มแรกของเจ้าหนี้ (14 มกราคม 2004) และวันที่ได้รับคำตัดสินให้หลุดพ้นตามคำสั่งของศาล ( 27 ตุลาคม 2009) ซึ่งช่วงเวลาที่เจ้าหนี้ยังคงทำกิจกรรมในวงการบันเทิงเพื่อประโยชน์ของบริษัทลูกหนี้ (ประมาณ 5 ปี 9 เดือน) ถือว่ามากเกินกว่าสัญญาที่สมเหตุสมผลในปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงจะกล่าวว่า สัญญาปัจจุบันไม่มีผลและถือเป็นโมฆะเนื่องจากการหมดอายุของระยะเวลาโดยทันที ด้วยเหตุนั้นเพื่อการพิทักษ์สิทธิของเจ้าหนี้ต่อข้อเรียกร้อง นั่นคือบริษัทลูกหนี้ต้องยุติการเรียกร้องตามสัญญาให้ทำกิจกรรมในวงการบันเทิงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้และยุติการดำเนินการยับยั้งการทำกิจกรรมซึ่งถือว่ารบกวนการทำงานเดี่ยวในวงการบันเทิงของพวกเขา โดยให้ยืนยันตามนั้น”

6. เกี่ยวกับข้อกล่าวหาของ SM ว่า JYJ ฟ้องร้อง SM เพราะเรื่องเครื่องสำอาง ?
คำพิพากษากล่าวว่า:
– “ในขณะที่จากบันทึกศาลเป็นที่รับทราบว่ามีความขัดแย้งในมุมมองของการลงทุนในธุรกิจเครื่องสำอางระหว่างเจ้าหนี้กับบริษัทลูกหนี้ แต่หลักฐานซึ่งสามารถชี้ชัดได้ตามความมุ่งหมายในท้ายที่สุดสำหรับการที่พวกเขาหยิบยกคำร้องเรื่องนี้ขึ้นมานั้นไม่เพียงพอ

Source of the translation: http://dnbn.pe.kr/db01/30023
Shared by : DC TVXQ Gallery JYJ’s ATM
Thai translation : ilnostroposto.wordpress

———————————————————————————————–

Seoul Central District Court’s Judgment on SM’s Application of Provisional Injunction to terminate the Exclusive Contract between CJeS Entertainment and JYJ – Summarized

คำตัดสินของศาลกลางกรุงโซลในคดี SM ยื่นคำร้องขอคำสั่งศาลเฉพาะกาลเพื่อสิ้นสุดสัญญาระหว่าง CJeS Entertainment กับ JYJ

สาระโดยสรุป
– “จากเพียงบันทึกที่ยื่นโดยบริษัทผู้ยื่นคำร้อง [SM Entertainment] หลักฐานที่สามารถชี้ชัดว่าคิมแจจุง ปาร์คยูชอน และคิมจุนซูเซ็น “สัญญาผูกขาด” กับ CJeS Entertainment ซึ่งทำให้เกิด “อำนาจผูกมัด” สืบเนื่องต่อไปนั้นไม่เพียงพอ”
– “จากบันทึก จะเห็นได้ว่าผู้ถูกร้อง คิมแจจุง ปาร์คยูชอน คิมจุนซูและ CJeS Entertainment ทำ “สัญญาซึ่งเป็นข้อตกลงการเป็นตัวแทนทางธุรกิจในงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในวงการบันเทิง” ชั่วคราว อย่างไรก็ดี ตามบันทึกศาล เรารับทราบว่าศาลได้ประกาศคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 27 ตุลาคม 2009 ว่าบริษัทผู้ยื่นคำร้องไม่สามารถกระทำการใดที่เป็นการรบกวนข้อตกลงของผู้ถูกร้อง ในการทำกิจกรรมในวงการบันเทิงใดๆ ดังนั้นการที่ผู้ยื่นคำร้องมองหาหนทางให้ศาลสิ้นสุดความชอบธรรมของ “สัญญาข้อตกลงการเป็นตัวแทนทางธุรกิจ” ระหว่างผู้ถูกร้องนั้นจึงไม่ได้รับอนุญาตให้กระทำได้ เนื่องจากเป็นการละเมิดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวข้างต้นโดยตรง

Source of the original document in Korean: http://dnbn.pe.kr/db01/30003
Translation: DC TVXQ Gallery JYJ’s ATM
http://dctvxqgall.wordpress.com/2011/02/23/summary-of-the-courts-judgment-on-smes-cases/ (เวบไซต์ปิดตัวไปในเดือนพฤษภาคม 2011)
Thai translation : ilnostroposto.wordpress
———————————————————————————————————————-

สรุปง่ายๆ แบบบ้านๆ ตามความเข้าใจของเราเองก็คือ…

สัญญาอันไม่เป็นธรรมฉบับนั้น มันออโต้โมฆียะ ชะละล่าชะเอิงเอยไปตั้งนานแล้วค่ะ !!!

ส่วนกรณีสืบเนื่องที่ยืดเยื้อยั้วเยี้ยยุ่บยั่บย่อบแย่บต่อจากนั้นแบบละครไม่มีวันจบ

มันเป็นเหตุจาก hyperkeratosis of facial skin ของ SME ล้วนๆ

หน่ายใจจริงๆ ค่ะพี่น้อง

Advertisements