[Original article] เส้นทางแห่ง Idol

ในโลกแห่งอุตสาหกรรมบันเทิง ในยุคแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเป็นจากย่านตลาดเพลงสุดฮิตสุดฮิปจากนิวยอร์คที่มี Justin Bieber ร้องเพลง Baby baby กล่อมหู หรือจะวกมาแถบแถวประเทศเอเชียย่านฮาราจูกุ ก็จะได้ยินเพลงของหนุ่มๆ Johnny’s Jr เปิดโปรโมตลั่นร้านค้าตามมาด้วยเสียงของสาวๆ AKB 48 หรือจะแวบไปแถบเมียงดงที่มีเพลงของ 2PM และ KARA กระหึ่มไม่น้อยหน้า และสุดท้ายอย่างย่านสยามบ้านเรา ที่มีเพลงของหนุ่มสาวกามิคาเซ่ เปิดคลอตลอดการช็อปปิ้ง

คุณเคยสงสัยไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมบันเทิง?

นักร้องตัวจริงที่สามารถนำเราไปสู่โลกแห่งดนตรีและเสียงเพลงหายไปไหน?

โอเค ฉันไม่ปฏิเสธหรอกว่า เพลงของ Justin Bieber น่ะ มันส์เป็นบ้าเวลาโยกย้ายไปมาในผับ  แล้วก็ไม่ปฏิเสธสักนิดถึงเสน่ห์ของจิน ของยามะพี หรือว่าคิมุทาคุ สุดหล่อ ลองนึกดูสิ เวลาที่ได้จ้องตากับพวกเขาผ่านจอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์ มันก็เหมือนกับเรากำลังตกอยู่ในฝันดีๆ เรื่องหนึ่งใช่ไหมล่ะ หรือจะแอบส่ายสะโพกเลียนแบบเพลง Mister ของ KARA บ้างอะไรบ้าง รวมถึงฮัมเพลงของขนมจีน หรือ เฟย์ฟางแก้ว ตอนช็อปปิ้ง

ทุกสิ่ง ทุกอย่างล้วนเป็นความสุข และเต็มไปด้วยสีสันจัดจ้าน แต่…ฉันก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงบทเพลงของ Mr.Children เสียงกีตาร์โปร่งฟังสบายๆ ของ Kobukuro เพลงหวานๆ ของ SG wannabe และเสียงทุ้มมีเสน่ห์ของคุณเบน ชลาทิศที่ไม่ค่อยจะได้ยินแถวย่านการค้าหรือในรายการเพลงยอดฮิตทั้งหลายบ้างนี่นา

ใช่ ล่ะว่ามันเป็นรูปแบบของความนิยม เป็นกระแส และเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่หมุนเวียนอยู่ในวงการอุตสาหกรรมบันเทิง อย่างข่าวล่าสุดจาก Sports Chosun [1] ที่แสดงให้เห็นว่ารายได้จาก 3 บริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ของเกาหลี อันได้แก่ YG, SM และ JYP Entertainment ในปี 2010 เป็นเงินสูงถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4500 ล้านบาท-คิดจากอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ต่อ 30 บาท) ซึ่งสูงกว่าในปี 2009 ถึง 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ารายรับของบริษัทอุตสาหกรรมบันเทิงเหล่านี้ ล้วนมีที่มาจากบรรดานักร้อง ซึ่งได้รับการจัดจำแนกประเภทว่าคือนักร้องไอดอล-รูปแบบของความนิยมที่ถูก สร้างขึ้นท่ามกลางวัฒนธรรมป็อบจากตลาดบันเทิงญี่ปุ่น แพร่หลายสู่นานาชาติ และเติบโตอย่างมั่งคั่งที่เกาหลี

นักร้องไอดอลคืออะไร? นี่คงเป็นคำถามที่ยากแก่การอธิบายความหมายสำหรับฉันจริงๆ

แต่เอาล่ะ ฉันจะพยายามอธิบายมัน ภายใต้คำจำกัดความทั้งหลายที่ผู้รู้ในแวดวงบันเทิงของญี่ปุ่น
เขานิยามกัน

คำ ว่า Idol ถูกนำมาใช้ในความหมายภาษาอังกฤษแบบญี่ปุ่น ซึ่ง Herd ผู้เขียนบทความใน Popular Music [2] บอกเอาไว้ว่า “บุคลิกของไอดอลคือสิ่งสำคัญ-พวกเขาจะต้องมีรูปร่างหน้าตา เสน่ห์สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ในขณะที่ความสามารถของพวกเขาก็ควรจะสูง แต่ไม่ต้องสูงมากนักถึงขนาดที่ทำให้ผู้ชมหรือผู้ฟังต้องตะลึง แค่ให้ผู้ชมรู้สึกว่าเพียงพวกเขาพยายามมากกว่านี้ พยายามอย่างเพียงพอพวกเขาก็จะสามารถเป็นอย่างไอดอลได้”

ในขณะที่ Darling-Wolf  [3] ให้ความเห็นว่า “ไอดอลคือสัญลักษณ์ทางเพศ เป็นวัตถุทางเพศ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเป็นบุคคลที่มีแรงดึงดูดทางเพศสูง”

สุดท้ายคือ Iwabuchi [4] ที่บอกว่า “บุคลิกของไอดอล ต้องไม่ใช่บุคลิกแบบผู้มีความสามารถสูงส่งที่ยากแก่การพบเจอ แต่พวกเขาควรจะมีบุคลิกแบบติดดิน เป็นประเภทหนุ่มๆ หรือสาวๆ ข้างบ้าน ที่พร้อมจะขโมยหัวใจของแฟนๆ มากกว่า”

สิ่งสำคัญสำหรับไอดอลคือ บุคลิกและเสน่ห์ รูปร่างหน้าตา ส่วนความสามารถเป็นอันดับรองลงไป
ดังนั้นมันคงจะไม่ผิดใช่ไหม ถ้าฉันจะนิยามไอดอลว่า…คือบุคคลที่เมื่อเราเอ่ยชื่อของเขาแล้ว รูปร่าง หน้าตาหรือบุคลิกคือสิ่งที่เรานึกถึงเป็นลำดับแรก ในขณะที่ศิลปิน-Artist คือบุคคลที่เรานึกถึงความสามารถหรือผลงานของเขา เมื่อเอ่ยชื่อถึง

ไอดอลผู้ขายรูปลักษณ์ และศิลปินผู้สร้างสรรค์ศิลปะ ขายความสามารถ

เส้นแบ่งระหว่างทั้งสองฝ่ายเบาบางมาก เบาบางเหลือเกิน

คุณคงปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายต่อหลายครั้ง ท่ามกลางหมู่ผู้คนที่หน้าตาดี มีเสน่ห์ดึงดูดใจเหล่านั้น เราก็ได้เห็นความสามารถของพวกเขาส่องประกายอยู่ ความสามารถในการร้อง ความสามารถในการแต่งเพลง ความสามารถในการแสดง ความสามารถในการเต้นที่แสนโดดเด่น แต่ทั้งหมดนั้นกลับเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่มันถูกภาพลักษณ์ความเป็นไอดอลบดบังเอาไว้

มีใครบ้างไหมนะ ที่จะหลุดพ้นจากสถานะไอดอลมาสู่ความเป็นศิลปินที่แท้จริงบ้าง?
ฉันถามตัวเองอย่างนั้นด้วยความสงสัย แล้วพลันคำตอบหนึ่งก็ผุดขึ้นมา…

แน่นอนว่า สำหรับฉันผู้ติดตามวงการบันเทิงญี่ปุ่น เสพย์เพลงญี่ปุ่น และดูซีรีส์ญี่ปุ่นติดหนึบคงไม่มีตัวอย่างใดที่เหมาะสมยิ่งไปกว่า นักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง และตากล้องผู้มากความสามารถคนนี้ ผู้ชายที่ได้ตำแหน่ง คนที่สาวๆ ญี่ปุ่นอยากแต่งงานด้วยมากที่สุดถึง 3 ปีซ้อน
หนุ่มโสดเนื้อหอมที่มีอายุย่างเข้าหลักสี่ เจ้าพ่อแห่งเรื่องใต้สะดือในวงการบันเทิงญี่ปุ่น และทำงานในวงการนี้มาครบ 20 ปี อย่าง “ฟุคุยาม่า มาซาฮารุ” คนนี้อีกแล้ว

มาซาฮารุ เดบิวต์ด้วยการเป็นผู้แสดงในหนัง 10 เรื่องของ Amuse และเข้าทำงานในวงการด้วยภาพลักษณ์ของชายผู้ร่ำรวยและมีเสน่ห์แบบร้ายๆ เหมือนกับดารานักแสดงที่ชื่อ ทามิยะ จิโร่ (田宮二郎) ความจริงแล้วเขามีความฝันที่จะเป็นนักร้องนักดนตรี แต่ซิงเกิลแรกของเขาที่ชื่อTsuioku no Ame no Naka กลับล่มไม่เป็นท่า ขายได้เพียง 2800 แผ่นเท่านั้น

ความโด่งดังของเขามาจากการรับเล่นละคร เรื่อง Ashita ga Aru Kara 「あしたがあるから」(There is always tomorrow) และ Ai wa Dou da 「愛はどうだ」 (What about love?) รวมทั้งการทำหน้าที่เป็นผู้จัดรายการทางวิทยุ All Night Nippon นี่จึงอาจพูดได้ว่ามาซาฮารุได้ใช้รูปลักษณ์ของตนเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จ เขาดังถึงขนาดที่ผู้คนบอกว่า ไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่พบกับรอยยิ้มของเขาทางจอโทรทัศน์ บทเพลงของเขาได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ เขามีคอนเสิร์ตที่บุโดคัง ได้เข้าร่วมงานขาวแดง แต่ท่ามกลางความสำเร็จอย่างล้นหลาม มาซาฮารุกลับรู้สึกว่าภาพของเขาที่ปรากฏในจอโทรทัศน์ เขาที่ได้รับความนิยมคนนั้น เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น
มาซาฮารุตัดสินใจที่จะหายตัวไปหลังจากคอนเสิร์ตรอบสุดท้ายที่โยโกฮาม่า

ฉันชอบประโยคที่มาซาฮารุพูดเกี่ยวกับตัวเองมาก จาก Fukuyama : ANN-Tokyo tower [5] เขาบอกว่า “ในช่วงเวลาที่ชีวิตวุ่นวายกับการเป็นศิลปินที่มียอดขายเป็นล้าน ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองยิ่งห่างไกลออกจากตัวตนที่แท้จริงมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนแรกที่เปิดตัว เป้าหมายของผมคือยอดขายแต่เมื่อผ่านไปได้ เป้าหมายที่ยิ่งกว่ายอดขายนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…อะไรคือสิ่งที่ผมมองหามาโดยตลอด

เขาหยุด พักงานไปเต็มๆ ถึง 3 ปี เพื่อค้นหาตัวเอง และในช่วงเวลาที่แสนยาวนานนั้น
เมื่อมาซาฮารุกลับมา เขายิ่งใหญ่ขึ้นด้วยความสามารถอย่างแท้จริงในตนเอง บทเพลงที่เขาแต่งและร้องได้รับความนิยมสูงสุด เขามีคอนเสิร์ตที่โตเกียวโดม ได้รับการยกย่องว่าเป็นสมบัติของวงการวิทยุ

ในตอนนี้เมื่อเอ่ยถึงฟุคุ ยาม่า มาซาฮารุ ผู้คนจะเอ่ยถึงบทเพลงแสนไพเราะที่เขาประพันธ์เองด้วยความชื่นชม หรือยกย่องฝีมือการแสดงที่จัดจ้าน หรือเอ่ยถึงการจัดรายการวิทยุที่ชวนให้ติดตาม
ชื่อของเขาตามมาด้วยคำสรรเสริญผลงานยาวเหยียด

ฉันคิดว่า นี่คงเป็นตัวอย่างของไอดอลที่ก้าวมาสู่ความเป็นศิลปินได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แต่ ในอีกแง่มุมหนึ่ง ถ้าคิดถึงความเป็นไอดอลที่เป็นที่สุดล่ะ? เป็นไอดอลที่ทุกคนรัก ทุกคนชื่นชมและเป็นแบบอย่างของความสำเร็จแห่งการเป็นไอดอลในตำนาน คงจะลืมซุปเปอร์กรุปกลุ่มนี้ไม่ได้

ตำนานที่ยังมีชีวิต-SMAP

ทุกคนคง รู้จัก SMAP ดีเกินกว่าที่ฉันจะสาธยายอะไรออกมาแล้ว เพลง Sekai Ni Hitotsu Dake No Hana ที่คงจะเคยผ่านหูคุณๆ มาอย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง และอย่าปฏิเสธล่ะว่าคุณจำท่าชี้นิ้วนั่นไม่ได้ แล้วก็นะ…สารภาพมาดีๆ เถอะว่า คุณยังใจเต้นตึ้กตั้กเสมอเวลาได้เห็นทาคุยะ คิมุระยิ้มออกมา

SMAP เป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นไอดอล ฉันหมายถึงว่าพวกเขาเป็นไอดอลจนกระทั่งถึงทุกวันนี้และคงอยู่ในวงการด้วยสถานะของไอดอลแห่งชาติ มันไม่น่าชื่นชมหรอกหรือ สำหรับการพยายามที่จะไปให้สุดทาง สู่ความสำเร็จที่น่าชื่นชมในอีกหนทางหนึ่ง พวกเขาไม่ต้องพิสูจน์เรื่องทักษะการร้องเพลงหรอก ไม่ต้องตอกย้ำเรื่องทักษะการเต้นพวกนั้นด้วย แต่คุณก็รักเขาในแบบที่เขาเป็นใช่ไหมล่ะ? และนั่นล่ะคือพลังที่ยิ่งใหญ่ของ ซุปเปอร์ไอดอล

แต่หนทางเหล่านั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน ยากเย็นมาก ไม่ว่าจะก้าวไปสู่ความเป็นศิลปินหรือการเป็นไอดอลที่ยืนยงในวงการ หลายต่อหลายครั้งที่ฉันเห็นดวงดาวต่างๆ ที่เคยทอแสงสุกใสในวงการค่อยๆ ริบหรี่และดับลงไป พวกเขาเคยโด่งดัง ได้รับความนิยม เพลงฮิตติดชาร์ทอันดับหนึ่ง ได้รางวัลความนิยมมหาศาล มีผู้คนเป็นล้านหลงใหลคลั่งไคล้ เปิดคอนเสิร์ตด้วยจำนวนคนดูที่น่าทึ่ง

แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง ทุกอย่างก็จบลง มันอาจจะไม่ได้เป็นแค่การดีดนิ้วแล้วจบลงง่ายๆ เหมือนเสกกล แต่เป็นการเสื่อมถอยทีละน้อยอย่างเชื่องช้า พวกเขาอาจไม่มีอันดับเพลงที่ติดชาร์ทนานๆ อีก ยอดขายอัลบั้มลดลงฮวบฮาบ และเริ่มการทำงานในรายการวาไรตี้โชว์อะไรสักอย่าง อาจเป็นในฐานะพิธีกรแขกรับเชิญ หรือตัวโจ๊กผู้สร้างสีสันในรายการ และเปลี่ยนแนวการทำงานไปอยู่ในสายอื่น มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่นี่คือชะตากรรมของไอดอลผู้เสื่อมความนิยม

บริษัทผู้สร้างไอดอลมีตัวเลือกสำหรับการปั้นดาวดวงใหม่อยู่เสมอ

พลังแฟนคลับจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับไอดอล และความสามารถก็เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับศิลปินและถ้าหากไอดอลนั้นกำลังจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งการเป็นศิลปินล่ะ? แน่นอนว่า เขาจำเป็นต้องมีพร้อมทั้งความสามารถและพลังของแฟนคลับ เพราะความสามารถนั้นจำเป็นต้องอาศัยการฟูมฟักให้มันได้แตกหน่อและหยัดรากเติบโตเป็นไม้ใหญ่ พลังของแฟนๆ จึงต้องมากเป็นสองเท่า นอกจากจะต้องรดน้ำพรวนดินให้ต้นไม้นี้แล้ว ยังจะต้องอาศัยการรอคอยอย่างอดทนต่อระยะเวลาผลิดอกออกผลของต้นไม้

ตอน นี้ฉันกำลังจับตามองวงการบันเทิงเกาหลีอย่างสนใจ ไอดอลในวงการของพวกเขามีสีสันจนน่าทึ่ง เรื่องราวหลายต่อหลายเรื่องช่างน่าแปลกใจจนถึงขั้นประหลาด ฉันเห็นกรณีตัวอย่างของ H.O.T แล้วก็ได้แต่นึกกังขาเงียบๆ เกี่ยวกับการจัดการและระบบการทำงาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากจุดสูงสุดสูjความเป็นสามัญธรรมดาอย่างน่าเสียดาย มันเป็นบทเรียนที่แสนเจ็บปวดสำหรับไอดอล ที่ไม่รู้ว่าจะมีใครได้ฉุกใจคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหม

ขอให้ไอดอลเหล่านั้นได้คิดทบทวนถึงเป้าหมายในชีวิตของพวกเขา

ค้นหาตัวตนที่แท้จริงให้เจอ
แสวงหาเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับตนเอง ก่อนจะสายเกินไป

อ้างอิงจาก
1. allkpop. “SM, YG, & JYP Entertainment earned a combined revenue of $150 million USD in 2010”  >>Link<<
2.Herd, Judith Ann. “Tends and Taste in Japanese Popular Music: a Case-Study of the 1982 Yamaha World Popular Music Festival.” Popular Music 4 (1984): 75-96. 2 Apr. 2007
3.Darling-Wolf, Fabienne. “SMAP, Sex, and Masculinity: Constructing the Perfect Female Fantasy in Japanese Popular Music.” Popular Music and Society 27 (2004): 357-370. 2 Apr. 2007
4.Iwabuchi, Koichi. Recentering Globalization: Popular Culture and Japanese
Transnationalism. Duke UP, 2002. Google Book Search. 2 Apr. 2007 .
5.Izumisano-san. “Fukuyama : ANN-Tokyo tower” Mashaplus-forums Mar 12th, 09.
——————————————————————————————————————-***

แอบชวนคุยหลังเขียนจบว่า
บทความนี้ค่อนข้างยาว และพยายามจะเปรียบเทียบวิเคราะห์อะไรบางอย่าง
ซึ่งไม่รู้ว่าเราจะทำมันสำเร็จไหมนะคะ XD
เราแค่รู้สึกว่าเราอยากเขียนเรื่องนี้ และอยากพูดเรื่องนี้ออกมาดังๆ
อาจจะเป็นการพูดจากคนวงนอกที่ไม่ได้รู้อะไรในการทำงานของวงการบันเทิงเขาเลยน่ะค่ะ
แต่เรารู้สึกว่าวัฒนธรรมของแต่ละชาติ แม้จะเป็นเอเชียเหมือนกันแต่ก็แตกต่างกันมาก
เราซึ่งอยู่ในสังคมแบบ “จับเข่าคุย” เอะอะอะไรก็แถลงข่าว บอกนักข่าวทุกเรื่อง
อาจไม่เข้าใจวิธีคิดหรือการกระทำบางอย่างได้หมดจากคนที่ต่างวัฒนธรรม
ดังนั้นคำพูดที่บอกว่า “จนกว่าจะได้ยินสัมภาษณ์จริงๆ” มันอาจไม่เกิดขึ้นเลยชั่วชีวิตนี้ก็ได้
และความจริงมันมักจะพ่วงมาด้วยคำถามที่ว่า ความจริงของใคร? เสมอ
สิ่งที่เราทำได้จึงมีแค่การมองผ่านสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ผ่านเหตุการณ์ในอดีต แล้วคิดถึงความน่าจะเป็น

สรุปแล้ว…เราเขียนอะไรนามธรรมไปไหมเนี่ย 55+

สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ ^^

Advertisements

8 thoughts on “[Original article] เส้นทางแห่ง Idol

  1. ‘ไอดอลที่ผันตัวเองมาเป็นศิลปิน’ ฉันสามารถใช้คำนี้ได้มั้ยค่ะแอดมิน
    คือเริ่มต้นเป็นไอดอลแต่ต่อมามีการพัฒนาตัวเอง ใช้ความคิดใช้คุณภาพในการสร้างสรรงาน ถ้าเป็นแบบนั้นฉันว่าฉันเคยเห็น ^^

    ขอบคุณมากค่ะ มีเรื่องดีๆมาเสมอเลย

  2. อ้อ รบกวนแอดมินด้วยค่ะ คือฉันทราบข่าวลือมาว่า dc ปิดชั่วคราวเพราะเหตุขัดแย้งแฟนคลับเกาเกี่ยวกับเมมเบอร์jyj พอจะมีรายละเอียดป่าวค่ะ

    • เราขอเวลาสำหรับเรียบเรียงคำตอบสำหรับเรื่องนี้สักนิดนะคะ
      เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ค่อนข้างเกี่ยวพันกับเรื่องราวละเอียดอ่อนที่พูดยากมากๆๆ
      หลายอย่าง หลายประเด็น หลายหัวข้อ
      แต่คำกล่าวที่ว่า “ข่าวลือในวงการบันเทิง มักมีเรื่องจริงแฝงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์” นั้น
      พิสูจน์ในหลายครั้งแล้วว่า มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ค่ะ ^^

      • มันร้ายแรงมั้ยค่ะ และมันส่งผลถึงเมมเบอร์ป่าวค่ะ รบกวนค่ะ ^^

  3. คนที่มีแรงจูงใจในระดับ self esteem ย่อมแตกต่างจาก
    คนที่มีแรงจูงใจระดับ self actualization

    • ขอบคุณสำหรับการวิเคราะห์และสรุปอย่างเฉียบคมค่ะ
      ทฤษฎีของ Maslow สามารถอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ดีที่สุดอย่างที่คุณว่า

      สิ่งที่จำเป็นคือแรงขับอันมหาศาลและความเข้าใจในตัวเองอย่างสมบูรณ์ ที่จะทำในสิ่งที่ท้าทายศักยภาพและพร้อมจะปรับปรุงตนเองเสมอ เพื่อให้บรรลุถึงขีดสูงสุด

      แต่ส่วนใหญ่แล้วนะคะ เรากลับพบว่าเมื่อไอดอลเหล่านั้นมี self esteem แล้ว พวกเขากลับกลัวที่จะทำความรู้จักตนเองให้มากขึ้น รู้สึกไม่มั่นคง รวมถึงได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม จึงได้เลือกทางที่ปลอดภัยและมั่นคงที่สุด ไม่กล้าหลุดจากกรอบ เลือกปกป้องความมั่นคงและความปลอดภัยในตนเอง แล้วมันก็หวนกลับไปสู่ลูปเก่าๆ วังวนเดิมๆ ทำในสิ่งที่ตนเองเคยประสบความสำเร็จมาแล้วซ้ำๆ หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั้งหมด ประนีประนอมเพื่อเพลย์เซฟ

      เราหวังนะคะว่า ผู้ที่มีแรงขับสูง ผู้ที่ถูกผลักดันจนสุดทาง จะสามารถแสวงหาตนเอง เข้าใจตนเอง และสามารถเติมเต็มตนเองได้ ท่ามกลางสถานการณ์มืดบอดเหล่านั้น ในเมื่อเขาได้ก้าวผ่านจุดแห่งความต้องการการยกย่องไปแล้ว และเลือกหนทางที่ฉีกออกไปอีกหนทางหนึ่งโดยปราศจากความกลัวแล้ว พวกเขาเหล่านั้นน่าจะได้เข้าใกล้ความเข้าใจตัวตนที่แท้จริงมากยิ่งขึ้นค่ะ

      ขอบคุณที่ทำให้เราคิดถึง Maslow อีกครั้ง ^^

  4. ทำได้แค่ติดตามและเป็นกำลังใจเท่านั้นค่ะ

    แอบอยากรู้เรื่อง dc เหมือนกันค่ะ

  5. ขอบคุณสำหรับการนำเสนอแง่มุมดีๆ อย่างนี้เรื่อยๆค่ะ
    อ่านแล้วได้คิดตามก็เห็นเป็นตามนั้น
    ไม่รู้ว่าเหล่าดวงดาวทั้งหลายที่ได้มีโอกาสย่างก้าวเข้าไปยังจุดจุดนั้น
    จะรู้และเข้าใจตนเองแค่ไหน และค้นหาตัวตนสิ่งที่ต้องการจริงๆเมื่อไหร่
    พร้อมที่จะเดินทางผจญภัยไปกับการเดินทางเพื่อหาจุดมุ่งหมายใหม่ๆ
    หรือแค่หยุดไว้แค่จุดๆหนึ่งซึ่งขณะนั้น ตอนนั้น อาจจะดีที่สุด
    อันนั้นก็ต้องขึ้นกับความเข้าใจตัวตนของแต่ละคนแล้วใช่ไหมค่ะ…
    แล้วก็หวังว่าคนที่รู้จักตัวตนของตัวเอง รู้ความสามารถของตัวเอง
    รู้ความต้องการของตนเอง และต้องการหาสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาให้ตนเองได้ลอง ได้สัมผัส
    พวกเขาเหล่านั้น จะได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองหวังไว้และเป็นสุขใจกับผลของมันเมื่อได้ทำเต็มที่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s